<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775</id><updated>2012-01-30T11:52:29.211+07:00</updated><title type='text'>Mr.GELGLOOG's Blog</title><subtitle type='html'>มันก็แค่เพียง....วาทกรรมและคำพร่ำเพ้อของชายผู้หนึ่ง .....</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>46</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-2944047935226096356</id><published>2011-05-18T15:45:00.004+07:00</published><updated>2011-05-18T16:03:47.744+07:00</updated><title type='text'>สวัสดีครับ เจอกันปีละครั้งอีกเช่นเคย 5555</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ห่างหายไปนานครับ ตั้งแต่กันยายนปีที่แล้วได้ จะว่าไปแล้ว Blog นี้ก็อยู่คู่กับผมมานาน ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จนทำงาน ถึงตอนนี้ต้องกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งมันก็ยังอยู่ (แบบหายใจหอบร่อแร่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับรอบปีที่ผ่านมาเรื่องราวในชีวิตเกิดขึ้นมากมายครับ เอาหลักๆก่อนละกัน ผมได้ที่เรียนแล้วครับ สรุปได้ไปที่ The University of Sydney ประเทศออสเตรเลียครับ ซึ่งจะบินไปวันที่ 9 กค นี้แล้ว โดยผมไปเรียนในสาขา Political Economy ที่ต้องการมาแต่แรก โดยตัว Research Proposal ที่เสนอไปคือเรื่องแนวเกี่ยวกับ ศก พอเพียง และทุนนิยมของไทยครับ จะออกมารูปแบบไหน จะเรียนจบหรือไม่ อีกสี่ปีถัดจากนี้ไปก็ต้องลุ้นกันน่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกลับไปเป็นนักเรียนครั้งนี้สิ่งที่ผมหวังคือ อยากรีบไปเรียน เขียนงานให้เสร็จโดยไว แล้วรีบกลับมาทำงานสอนครับ และอยากไปฝึกฝนฝีมือทักษะทางวิชาการให้พัฒนามากขึ้นกว่าเดิม ไม่ให้แพ้พวกฝรั่งตาน้ำข้าวด้วยเอ้า (มุมมอง bias ทางชาติพันธุ์ของผมเริ่มโผล่ขึ้นมาอีกแล้ว 55) ส่วนเรื่องไปหางานทำ make money อันนี้ผมคงตามสภาพหละครับ ถ้าไม่พอกินมันก็ต้องทำกันบ้าง แต่คงไม่ทำเป็นหลักแน่นอนเพราะหลวงส่งเราเรียนก็ต้องรีบเรียน รีบจบครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไหนๆพูดถึงเรื่องเรียนแล้ว มาครั้งนี้ผมขออนุญาต แปะบทความที่ของผมที่พึ่งลงในกรุงเทพธุรกิจเมื่อสัปดาห์ก่อนให้ดูกันนะครับ เป็นการแนะนำสถานที่สำหรับการไปเรียนด้าน Political Economy/Heterodox Economics ยังไงลองอ่านดูนะครับ แล้วถ้าได้แลกเปลี่ยนกันจะดีมากๆๆเลยครับ ปลุกกระแส Blog ที่ซบเซาหน่อย 55&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญครับ&lt;br /&gt;----------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปิดกรุแหล่งที่เรียนเศรษฐศาสตร์การเมือง!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน 12 พฤษภาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นรชิต จิรสัทธรรม คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2545 อ.ปกป้อง จันวิทย์ ได้เขียนบทความ “เรียนเศรษฐศาสตร์นอกคอกที่ไหนดี” ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการจุดประกายให้ผมเสาะหา “คอก” ที่เปิดสอน “เศรษฐศาสตร์การเมือง” จวบจนปัจจุบันเวลาผ่านมาเกือบ 9 ปี บทความของ อ.ปกป้อง ยังคงทันสมัยอยู่สำหรับการแนะนำที่เรียนในอเมริกา อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ผมขอใช้พื้นที่แนะนำที่เรียนสถาบันที่อยู่นอกอเมริกาเป็นหลัก ซึ่งคิดว่าเป็นโอกาสดีด้วยสองเหตุผลด้วยกัน หนึ่ง ช่วงนี้เป็นเทศกาลสอบสัมภาษณ์และประกาศผลแอดมิชชั่นนักเรียน อีกทั้งเป็นช่วงปิดเทอมที่เอื้อให้ นักเรียน/นักศึกษา ค้นคว้าหาทางเดินของชีวิตรวมถึงด้านการศึกษา จึงถือเป็นจังหวะที่ดีในการให้ข้อมูล และสอง คอลัมน์ “มุมมองบ้านสามย่าน” นี้มีอุดมการณ์ที่ต้องการเผยแพร่งานเขียนด้าน เศรษฐศาสตร์การเมือง (อาจมีด้านอื่นร่วมด้วย) เป็นแกน จึงควรมีใครซักคนมาเขียนแนะนำที่เรียนกันซักครั้ง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;กล่าวถึง “เศรษฐศาสตร์การเมือง” เราสามารถนิยามว่าเป็นการวิธีการศึกษาเศรษฐศาสตร์ โดยใช้กรอบที่ต่างจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่อิงกับอุดมการณ์ตลาดเสรีเป็นที่ตั้ง เศรษฐศาสตร์การเมืองสามารถศึกษาได้หลายแนว ทั้งมาร์กซิสต์ แนวสตรีนิยม แนวสถาบันนิยม ฯลฯ ซึ่งที่ๆมีการสอนเศรษฐศาสตร์การเมืองล้วนมีนักเศรษฐศาสตร์แนวนี้อยู่ในคณะไม่มากก็น้อย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากเริ่มต้นไม่ไกลนักและเป็นสถาบันที่ผมกำลังจะไปศึกษาต่อ คือ The University of Sydney (USYD) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดในออสเตรเลีย ได้มีภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง (http://sydney.edu.au/arts/political_economy/) ที่เปิดสอนสาขานี้ตั้งแต่ปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอก สามารถกล่าวได้ว่าที่นี่ได้รวมเอานักเศรษฐศาสตร์การเมืองแนว Radical (คือค่อนข้างจะเอียงซ้าย) ไว้มากที่สุดในออสเตรเลีย โดยภาควิชานี้มีประวัติศาสตร์การต่อสู้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างแนวทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและเศรษฐศาสตร์การเมือง จนแยกตัวออกมาเป็นอีกหนึ่งภาควิชาและสังกัดคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ในปัจจุบัน (ผู้สนใจสามารถอ่านได้ในหนังสือ “Political Economy Now! The struggle for alternative economics at the University of Sydney (2009)” โดย Gavan Butler, Evan Jones and Frank Stillwell) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผมยังอยู่ในเมืองซิดนี่ย์ แต่ไปที่ University of Western Sydney (UWS) โดยใน School of Economics and Finance (http://www.uws.edu.au/economics_finance/sef) บางรายวิชาได้มีการสอนโดยเน้นการวิพากษ์ตัวแบบของกระแสหลัก โดย Steve Keen เจ้าของหนังสือ Debunking Economics (2001) ถือเป็นผู้ที่วิพากษ์เศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่างจริงจัง นอกจากนี้ Center for Citizenship and Public Policy (http://www.uws.edu.au/ccpp/citizenship_and_public_policy) ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน มีหลักสูตรปริญญาเอกด้าน Political and Social thought ซึ่งผิวเผินอาจดูไม่ค่อยเป็นเศรษฐศาสตร์นัก แต่ในหลักสูตรมีสองในสิ่วิชาที่เป็นเศรษฐศาสตร์การเมือง อีกทั้งยังมีนักคิดแนว “Postmodern Marxism” คนสำคัญเป็นสมาชิกคือ Katerine Gibson (น่าเสียดายที่ Julie Graham คู่หูได้จากโลกนี้ไปแล้ว) ที่ได้เป็นบรรณาธิการและเขียนบทนำร่วมกับ Resnick and Wolff แห่ง UMASS (หนึ่งในสถาบันที่ดังเรื่องการสอนเศรษฐศาสตร์การเมืองในอเมริกา) ไว้ในหนังสือเช่น Re/presenting Class : Essays in Postmodern Marxism (2001) และ Class and Its Others (2000) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาขอขยับมาทางยุโรปบ้าง โดยชื่อ Cambridge University ได้ผุดขึ้นมาก่อนในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานของอังกฤษ แม้ว่าปัจจุบันคณะเศรษฐศาสตร์ที่นี่ (http://www.econ.cam.ac.uk) จะเน้นกระแสหลัก อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่ทำงานในการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ได้แก่ Han-Joon Chang นักเศรษฐศาสตร์แนวสถาบันนิยมเจ้าของหนังสือ Reclaiming Development (2004) และ Tony Lawson ที่มีชื่อในด้านปรัชญาเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้ยังมี Cambridge Journal of Economics อันเป็นวารสารที่มีการตีพิมพ์บทความวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมืองอีกด้วย อีกแห่งที่ไม่ควรลืมคือ Open University ซึ่งเป็นหัวแรงหลักในการจัดทำโฮมเพจ http://www.hetecon.com ซึ่งรวบรวมข้อมูลของ นักคิด สถาบัน วารสาร สมาคม ด้านเศรษฐศาสตร์นอกแสที่สำคัญ โดยภาควิชาเศรษฐศาสตร์ (www.open.ac.uk/socialsciences) ซึ่งสังกัดคณะสังคมศาสตร์ของที่นี่ มีปรัชญาการสอนที่เน้นความหลากหลายในเศรษฐศาสตร์จึงทำให้สามารถเลือกเรียน และทำวิจัย ในแนวทางเศรษฐศาสตร์การเมืองได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บางครั้งการศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองนั้นได้ซ่อนอยู่ในคณะบริหารธุรกิจด้วย เช่นที่ Bristol Business School ของ University of the West of England (http://www.uwe.ac.uk) และSchool of Management, Leicester University (http://www.le.ac.uk) มีอาจารย์หลายคนที่ทำงานด้านทฤษฎีองค์กร, Marxist Political Economy และ Anti-Capitalism ในแห่งหลังนั้นมีศูนย์ปรัชญาและเศรษฐศาสตร์การเมืองที่จัดสัมมนาอย่างจริงจัง (สังเกตได้ว่าในต่างประเทศมีการประยุกต์เศรษฐศาสตร์การเมืองในการศึกษาด้านธุรกิจแล้ว ซึ่งนับว่าหาได้ยากในบ้านเรา) ในอังกฤษยังมีอีกสองแห่งครับ ได้แก่ University of Stirling (http://www.stir.ac.uk) ที่มี Sheila Dow ซึ่งปัจจุบันเกษียณอายุแล้วแต่ยังคงดำรงตำแหน่ง Director ของ Stirling Center of Economic Methodology และ Leeds University (http://www.leeds.ac.uk/) ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่มีการสอนในด้านนี้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้มาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์บ้าง ณ Erasmus Institute of Philosophy and Economics (EIPE: http://www.eur.nl/fw/english/eipe/) ได้มีการสอนปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ในระดับโท-เอก (ทั้งที่พิจารณาเศรษฐศาสตร์ในฐานะที่อยู่ในปรัชญาสมัยใหม่ รวมถึงวิวาทะทางด้านปรัชญาในเศรษฐศาสตร์ และมีการศึกษาเศรษฐศาสตร์สถาบันด้วย) อีกทั้งยังมีสมาชิกกิตติมศักดิ์ระดับไม่ธรรมดาทั้ง Mark Blaug, Uskali Mäki รวมถึง Deirdre McCloskey นักเศรษฐศาสตร์ข้ามเพศชื่อดัง และในประเทศเดียวกันยังมี Institute of Social Studies (ISS: http://www.iss.nl/) ที่มีการสอนด้าน Development Studies ทั้งสองที่นี้แม้จะอยู่คนละที่แต่ก็สังกัด Erasmus University ครับ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเนื้อที่จำกัดอีกแห่งที่อยากแนะนำคือภาควิชาเศรษฐศาสตร์แห่ง University of Athens ประเทศกรีซ (http://www.econ.uoa.gr) ซึ่งมีหลักสูตร ป.เอก เศรษฐศาสตร์ในแบบสหศึกษา วิชาแกนของที่นี่เน้นกระแสหลัก ในขณะเดียวกันได้บังคับให้เรียนวิชาปรัชญาสังคมและการเมืองควบคู่กันไป รวมถึงมีวิชาที่ต้องศึกษางานเขียนของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองจาก Original Text โดยตรง สำหรับวิชาเลือกมีหลายรายวิชาที่แสดงความเป็นเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่างชัดเจน และUniversity of Torino (http://www.de.unito.it/web/member/segreteria/dottcreativita/home.htm) ในอิตาลีได้มีหลักสูตรนานาชาติที่เน้นแนวทางเศรษฐศาสตร์ที่ปฏิเสธสมมติฐานความมีเหตุผล และมีอาจารย์หลายท่านทำงานในสาย History of Economic Thought ด้วย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าเศรษฐศาสตร์การเมืองจะไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากขาดรูปธรรมในด้านอาชีพการงานด้วยลักษณะวิชาที่เป็นกึ่งปรัชญา อย่างไรก็ตามผมมองว่าประเทศไทยที่มีสารพันปัญหาด้านโครงสร้าง เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม อยู่เป็นนิจ ทำให้เรายังต้องการนักคิด นักเคลื่อนไหว ที่เรียนด้านนี้อีกเยอะครับ สำหรับผู้ที่ทราบแหล่งที่เรียนเศรษฐศาสตร์การเมืองอื่นนอกเหนือจากนี้ สามารถส่งมาคุยกับผมได้ที่ gelgloog@hotmail.com ครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-2944047935226096356?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/2944047935226096356/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=2944047935226096356&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/2944047935226096356'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/2944047935226096356'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2011/05/5555.html' title='สวัสดีครับ เจอกันปีละครั้งอีกเช่นเคย 5555'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-2023698198805860270</id><published>2010-09-30T17:40:00.003+07:00</published><updated>2010-09-30T18:00:42.266+07:00</updated><title type='text'>ขอ up blog หลังจากห่างหายไปกว่า 1 ปี พร้อมมีบทความมาฝาก</title><content type='html'>สวัสดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้จะทักทายยังไงดีหลังจากห่างหายมาปีกว่า เผลอแผลบเดียวผมมาทำงานที่ขอนแก่นได้สองปีเต็มแล้วครับ เวลาช่างผ่านไปไวจริงๆ เหมือนพึ่งมาทำงานวันแรกเมื่อวานก็ไม่ปาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมา up blog โดยตรงครับ พอดีอยากจะเขียนบทความเกี่ยวกับหนังสือเรื่อง "The Scret Sins of Economics" ของ Derdre McClosekey แต่ไปๆมาๆ เปิดมาเล่นที่ blog ตัวเองแล้วเกิดซาบซึ้งอยากลำรึกความหลังว่างั้น เลยขอเข้ามา update กันซะหน่อย มิตรรักแฟนเพลง (ถ้ายังคงมีอยู่)จะได้คิดถึงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้ว ผมลองใคร่ครวญถึงเหตุผลที่ blog นี้ร้างลาได้หลายข้อเหมือนกันนะครับ เพื่อนๆ (ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน)ลองไปคิดดูซิว่ามันจริงๆมั๊ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อแรก การมีงานประจำทำ ทำให้ไม่ได้แล blog เลยครับพ้ม จะหาว่าอ้างก็ได้ แต่มันจริงๆนิหว่า&lt;br /&gt;ข้อสอง พักหลังผมจะเขียนบทความบ้างแต่ก็ลงในกรุงเทพธุรกิจครับ เลยไม่ได้เหลียวแล blog เลย ชั้นขอโทษ (อีกครั้ง)&lt;br /&gt;ข้อสาม อันนี้เด็ดสุดครับ มันคือ Facebook ของเล่นใหม่ยอดฮิตในขณะนี้ มันทำเอาผมเสียกระบวนท่าทีเดียว เล่นเอา blog นี้กลายเป็นสินค้าด้อย หรือ inferior good ไปในทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าหลักก็สามข้อนี้แหละครับ ผนวกกับเทอมนี้ ผมสอนเยอะบรรลัยโลกมาก ประมาณเกือบ 20 ชม ต่อสัปดาห์ได้ครับ เล่นเอาเบลอและเอ๋อ และบอกได้เลยว่าผมโง่ลงมากๆ เพราะไม่ค่อยได้อ่านอะไรประเทืองปัญญาวันๆเอาแต่ shift ซ้าย shift ขวา ไปกับวิชา microeconomics จะว่าไปแล้วผมนึกถึงคำของ อ.ปรีชา เปี่ยมพงษ์สานต์ ที่บอกว่า ตอนนี้ผมก็เหมือนเป็นอาจารย์ที่อยู่บนสายพาน ชัดเจนจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับชีวิตตอนนี้มีความคืบหน้าหลายอย่างครับ เรื่องเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากมาคุยใน blog นี้ ช่วงเวลาที่หายไปผมก็ไปดำเนินการสอบ IELTS แล้วก็สมัครเรียนต่อปริญญาเอกครับ ซึ่งตอนนี้มีที่แรกที่ตอบรับการสมัครของผมมาแล้วคือ University of Athens ประเทศกรีซครับ หลักสูตรนี้เรียกสั้นๆว่า UADPhilEcon ครับ (http://www.econ.uoa.gr/UA/content/en/Article.aspx?office=17&amp;amp;folder=283&amp;amp;article=385 ลองเข้าเวบนี้ดู)ผมเริ่มสมัครที่นี่ที่แรกเลย เพราะน่าสนใจดี หลักสูตรปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ที่นี่ จะมีแนวทางของปรัชญาเศรษฐศาสตร์สังคม กับเศรษฐศาสตร์การเมืองคู่กันไปครับ แม้ว่าช่วงปีแรกๆจะต้องเรียนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเข้ม แต่ทางหลักสูตรมีการให้เรียนวิชาปรัชญาการเมือง สังคม ควบคู่กันไป อีกทั้งยังมีคอร์สที่เราจะต้องทำงานกับ original text ของ classical economist เช่น เคนส์ เวบเบลน ฯลฯ แถมยังไม marxian econ ให้เรียนตั้งสองตัวแน่ะ เข้าทางผมมากๆครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สรุปว่า ไม่ได้ไปครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะหลังจากได้ offer มาก็มานั่งคิด หลายเรื่องครับ ไหนจะการปรับตัวซึ่งอาจจะลำบากสำหรับคนไทย และเวลาที่บีบมากๆ ตอนที่ได้ offer มาผมไม่พร้อมเลย อีกทั้งเห็นตอนนี้ประเทศกรีซก็วุ่นวายใช้ได้ เลยตัดสินใจ ไม่ไป และจะลองสมัครที่อื่นต่อครับ ซึ่งตอนนี้ได้ยื่นไปทางอเมริกาไป ส่วนมหาวิทยาลัยไหน แนวไหน ไว้ค่อยมา update กันคราวหน้าเนอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ก่อนจากกันขอทิ้งท้ายด้วยบทความที่พึ่งลงในกรุงเทพธุรกิจ สดๆร้อนๆ วันนี้เลยครับ ขอเชิญ ชมได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเสี่ยงจากการเกิดสงครามกลางเมืองในทัศนะของเศรษฐศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นรชิต จิรสัทธรรม คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กรุงเทพธุรกิจ 30 กันยายน 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สงครามถือเป็นปรากฏการณ์ที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ สงครามสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม การเกิดสงครามย่อมไม่ใช่สิ่งดี เพราะมันนำไปสู่การสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สินและจิตใจ อย่างยากที่จะเยียวยา อย่างไรก็ตามในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ สงครามไม่ได้มีแต่ความสูญเสีย ข้อดีของสงครามอาจมีอยู่บ้างในแง่ของการทำให้เศรษฐกิจ (ในบางภาคส่วนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการสงคราม) ได้รับผลกระทบในทางบวก รวมทั้งสงครามระหว่างประเทศ สามารถนำไปสู่ความสามัคคีของคนในชาติได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากสงครามระหว่างประเทศ เราสามารถจำแนกสงครามได้ออกมาอีกประเภทหนึ่งคือ “สงครามกลางเมือง” (civil war) อันเป็นสงครามที่ถูกนิยามจากการต่อสู้ของกลุ่มคนภายในของเขตรัฐเดียวกัน (แต่อาจจะต่างกันซึ่งอุดมการณ์ทางการเมือง ศาสนา หรือชาติพันธุ์) โดยในทางเศรษฐศาสตร์ได้นิยามสงครามกลางเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้กันระหว่าง “รัฐ” (state) และ “ฝ่ายกบฏ” (rebel) ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์สามารถแจกแจง ตัวกำหนดความน่าจะเป็นของการเอาชนะสงคราม รวมถึงลักษณะของแรงจูงใจ รวมถึงต้นทุน-ผลตอบแทนของฝ่ายกบฏไว้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก แรงจูงใจของฝ่ายกบฏคือ “การเข้ายึดอำนาจรัฐ” (state capture) และ “การแบ่งแยกดินแดน” (secession) โดยที่ผลประโยชน์ของฝ่ายกบฏคือค่า “คาดการณ์ของรายได้” (ซึ่งก็คือฐานภาษีของรัฐนั่นเอง) ที่จะเกิดเมื่อชนะสงคราม เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านต้นทุนพบว่า ต้นทุนของฝ่ายกบฏคือ “ต้นทุนค่าเสียโอกาสจากวาระสงคราม” หรืออีกนัยหนึ่งคือการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ หรือโอกาสทำมาหากินแบบปกติ อันเนื่องมาจากการเข้าร่วมสงครามซึ่งในกรณีของประเทศที่ยากจน ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจย่อมมีโอกาสที่ต่ำกว่าในประเทศที่ร่ำรวยกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สอง เมื่อพิจารณาความน่าจะเป็นของการเอาชนะสงครามของฝ่ายกบฏได้ถูก&lt;br /&gt;กำหนดโดย ความสามารถของรัฐในการ “ป้องกันตันเอง” ซึ่งการป้องกันตนเองของรัฐนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ หากแต่ขึ้นอยู่กับงบประมาณหรือการใช้จ่ายด้านการทหาร (military expenditure) เพื่อป้องกันประเทศ อันมาจากรายได้จากฐานภาษีของรัฐ นอกเหนือจากนั้นความสามารถในการป้องกันตนเองยังสามารถถูกพิจารณาในฐานะที่เป็นตัวกำหนด “ความยาวนาน” ของภาวะสงคราม ซึ่งสามารถนำไปเป็นเครื่องมีในการคาดการณ์ต้นทุนในการก่อสงครามของฝ่ายกบฏได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเงื่อนไขของการก่อกบฏ อันนำไปสู่สงครามกลางเมืองจึงเกิดจากการเปรียบเทียบ ต้นทุน-ผลตอบแทน ภายใต้เงื่อนไขแรงจูงใจและความน่าจะเป็นที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากกรอบคิดดังกล่าวสามารถเห็นได้ว่า “ความน่าจะเป็นของการก่อสงคราม” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการวิเคราะห์การเกิดขึ้นของสงครามกลางเมือง ในบทความเรื่อง “On economic causes of civil war” ของ Paul Collier และ Anke Hoeffler ซึ่งตีพิมใน Oxford Economic Papers (1998) ได้พัฒนาแนวคิดในเรื่อง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง” ในการเกิดสงครามกลางเมือง และได้ทำการวิจัยเชิงประจักษ์ ด้วยแบบจำลองเศรษฐมิติ ซึ่งผลการทดสอบพบว่า “ระดับรายได้ต่อหัว” เป็นกำหนดโอกาสในการที่จะเกิดสงครามกลางเมือง โดยมีความสัมพันธ์กันในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ เมื่อกำหนดตัวแปรอื่นๆให้คงที่ ประเทศที่มีระดับรายได้เป็นครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยรายได้ของกลุ่มตัวอย่าง จะมีโอกาสในการเกิดสงครามร้อยละ 63 ในทางกลับกันประเทศที่มีระดับรายได้เป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยรายได้ของประเทศในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จะมีโอกาสการเกิดสงครามกลางเมืองแค่ร้อยละ 15 เท่านั้น (ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าสงครามกลางเมืองจึงมักเกิดขึ้นประเทศที่ยากจน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากตัวแปรทางเศรษฐกิจยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงในการเกิดสงครามอีก เช่น การครอบครองทรัพยากรธรรมชาติของฝ่ายกบฏสามารถส่งผลกระทบต่อการเกิดสงครามกลางเมืองได้ (เหตุผลที่อาจสนับสนุนได้คือกองกำลังของฝ่ายกบฏย่อมที่จะต้องหาเลี้ยงตัวเอง และฐานทรัพยากรเป็นที่มาของรายได้) และ ขนาดของประชากรส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงในการเกิดสงครามกลางเมืองเช่นกัน ตรงนี้สามารถตีความได้ว่า ถ้าหากกลุ่มประชากรมีขนาดใหญ่ การแบ่งแยกดินแดนย่อมทำได้ง่ายกว่าประเทศที่มีกลุ่มประชากรขนาดเล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากคือ “ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษา” (ethno-linguistic fractionalisation) (ซึ่งแสดงได้โดยดัชนีที่มีค่า 0-100) ถ้าหากพิจารณาด้วยตรรกทั่วไป เรามักจะคิดกันว่า ยิ่งประเทศที่มีความหลากหลายทางภาษาและชาติพันธุ์มากเท่าใด ก็ยิ่งจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามกลางเมืองมากขึ้นเท่านั้น แต่ผลการศึกษาของ Collier กลับพบว่า สำหรับประชาชาติที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ต่ำ จะมีความเสี่ยงในการเกิดสงครามกลางเมืองต่ำ และในกรณีที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงมาก (ค่าดัชนีเข้าใกล้ 100) โอกาสการเกิดสงครามกลางเมืองก็ต่ำเช่นเดียวกัน ในทางกลับกัน ประเทศที่มีดัชนีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษาในระดับที่กลางๆ จะส่งผลให้มีความเสี่ยงในการเกิดสงครามกลางเมืองสูง ตรงนี้สามารถตีความได้ว่าสำหรับประเทศที่มีความเป็นหนึ่งเดียวสูง การสร้างความแตกแยกคงเกิดขึ้นได้ยาก และในทางเดียวกันประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษาสูงมากความสามารถในการรวมกลุ่มเพื่อก่อการกบฏก็ยิ่งกระทำได้ยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในงานของทั้งสองยังยกตัวอย่างสังคมที่ต่างกันอย่างสุดขั้วมาประชันกัน โดยสังคมแรกกำหนดให้มีระดับรายได้ต่อหัวที่สูงมาก (9,895 ดอลลาร์ต่อปี) อีกทั้งมีขนาดประชาการที่เล็กที่สุดจากกลุ่มตัวอย่าง รวมถึงมีระดับทรัพยากรธรรมชาติที่สูงมาก และมีความเป็นหนึ่งเดียวของชาติพันธุ์ เมื่อใส่ข้อมูลดังกล่าวแล้วประเมินในแบบจำลองพบว่า โอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศนี้อยู่ที่ร้อยละ 0.00017 เท่านั้น ในทางกลับกัน ถ้าใส่ข้อมูลของประเทศที่จนที่สุด (285 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี) และมีขนาดประชากรที่ใหญ่ รวมถึงมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในระดับกลางๆ พบว่าประเทศนี้จะมีความเสี่ยงในการเกิดสงครามสูงถึงร้อยละ 99&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากนี้ Collier ยังได้ทิ้งท้ายไว้อีกว่าสำหรับสังคมที่กลุ่มทางชาติพันธุ์และภาษาที่แตกออกเป็น 2 กลุ่ม ผลกระทบต่อความเสี่ยงในการเกิดสงครามกลางเมืองนั้นยิ่งทรงพลัง กล่าวคือ มีความน่าจะเป็นในการเกิดสงครามกลางเมืองมากกว่าร้อยละ 50&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้คราวนี้เนื้อหาจะยาวและยากไปเสียหน่อย แต่ผู้เขียนขอสรุปสั้นๆว่า จากผลการศึกษาดังกล่าวเมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทยพบว่า “ความเสี่ยง” ในการเกิดสงครามกลางเมืองไม่ได้หายไป เพราะผู้คนในสังคมถูกแบ่งกลุ่มออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน หากแต่ไม่ใช่ความแตกต่างด้านชาติพันธุ์และภาษาดังข้างต้น แต่มันเป็นความแตกต่างทางชาติพันธุ์และภาษาทางการเมือง (หรือสีทางการเมือง?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้การนำเสนอครั้งนี้อาจจะดูมองโลกในแง่ร้ายไปเสียหน่อย แต่การมองความเป็นไปของโลกด้วยข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ด้วยมุมมองทางวิชาการก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการตัดสินในดำเนินนโยบายต่างๆ และผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะสามารถให้ข้อคิดแก่ผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้สังคมเกิดความสมานฉันท์ไม่มากก็น้อย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-2023698198805860270?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/2023698198805860270/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=2023698198805860270&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/2023698198805860270'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/2023698198805860270'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2010/09/up-blog-1.html' title='ขอ up blog หลังจากห่างหายไปกว่า 1 ปี พร้อมมีบทความมาฝาก'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-5457445740611341521</id><published>2009-05-17T13:09:00.004+07:00</published><updated>2009-05-17T13:52:44.894+07:00</updated><title type='text'>ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น (กลัวจะเตรียมสอนไม่ทัน ฮ่าๆ)</title><content type='html'>หลังจากหายหน้าหายตาไปเกือบปี หายไปจนตอนแรกผมคิดว่าจะขอยุบ blog ถาวรอย่างเป็นทางการแล้วล่ะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้ว.....จะยุบไปก็เสียดาย อุตส่าห์มีมาตั้งนาน เอาวะ ถึงจะนานๆเขียนที มันก็ดีกว่ายังไม่เขียน (เนอะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับช่วงนี้อยู่ในเวลาปิดเทอมครับ ผมเองก็ขอลี้จากแดนอีสานกลับมาอยู่บ้าน แต่ก็ไปๆมาๆ กรุงเทพ - ขอนแก่น เอา ปิดเทอมนี่ดีอย่างครับ มันว๊าง.....ว่าง จริงๆแล้วก็ไม่เชิงว่างหรอกครับ ตอนแรกมีโปรเจควิจัยที่ทำร่วมกับเพื่อนๆอยู่ แต่ไปๆมาๆ โปรเจคมันหลุดซะงั้น (ส่วนจะหลุดยังไงเรื่องยาวฮะ ไว้เล่ากันนอกรอบละกัน)ทำให้เวลาว่างเพิ่มครับ ที่เหลือก็มีการเตรียมสอน ซึ่ง สับสนพอสมควร เพราะตอนแรกโดนให้รับ วิชา economic regulation ครับ ข้าพเจ้าถึงกับอึ้งทีเดียว เพราะไม่เคยผ่านการเรียนวิชานี้มาก่อนเลย ซึ่งถ้าจะให้สอนนี่ลำบากมากเลยฮะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่ผมดู ถ้าเป็น economic regulation โดยทั่วไปก็จะเป็นการศึกษาประเด็นของกฏระเบียบของรัฐ ในการกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจในเรื่องต่างๆ เช่นพวก anti-trust law การ pricing สินค้าผูกขาด บทบาทของรัฐในการดูแลสินค้าที่มีพวก externalities เป็นต้น ซึ่งในการศึกษาแบบนี้มันจะอิงกับตัวแบบ pure market ครับ มาในแนวกระแสหลักกันเห็นๆ แต่ถ้าพูดถึง regulation อีกแบบ มันก็มีครับ เป็นการดูโครงสร้างจำพวกสถาบันทางสังคม กลไกการควบคุมของรัฐ หรือ regimes ต่างๆ  ที่มันจะกระทบต่อ capital accummulation และดูรูปแบบการผลิตแบบต่างๆ พวก fordism หรือ post fordism เป็นต้น อันนี้มันมีสำนักนึงชื่อว่า social structure of accummulation เค้าจะไปทางนี้โดยตรงเลย น่าสนใจมากครับ และแน่นอนว่า regulation แบบหลัง คาดว่าไม่น่าจะมีการสอนในระดับปริญญาตรีที่ไหนนะ ตอนแรกเลยพยายามจะหาทาง mix สองแบบไปด้วยกัน ซึ่งมันคนละทางมากๆ คิดหัวแตกอยู่พักนึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปว่า วิชาสอนเปลี่ยนครับ มาสอน Development แทน ฮ่าๆๆ ชีวิตคนเรามันก็แบบนี้ซินะ เลยต้องปรับแผนการเตรียมใหม่ครับทีนี้ แต่คิดว่าตัวนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไรเพราะเคยเรียนมาบ้างแล้ว แต่ถ้าหากท่านใดมีหนังสือ หรือมีเปเป้อ ที่ใช้สอนแนะนำ ก็บอกมาเลยนะครับ เพราะตอนนี้ก้อกำลังเตรียมๆ หา material ที่ใช้สอนให้ครบถ้วนอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากเวลาเตรียมสอน ผมก็มีทำไรก๊อกแก๊กไปเรื่อยครับ มีเรียนภาษาอังกฤษสัปดาห์ละครั้ง ละก็เขียนบทความไปโน่นนี่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็....อีกอย่างที่ทำบ่อยมากคือ เล่นเกมครับ!! ผมติดเกมใน facebook ครับ เป็นเกม Restaurant City เรามีหน้าที่ run กิจการร้านอาหารครับ และต้องทำให้เมนูในร้านของเราเป็นสุดยอดเมนู เลเวลสิบให้ได้ ยิ่งเล่นไป ร้านก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆครับ พนักงานก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ เล่นไปเล่นมาติดเฉยเลยครับ เกือบถอนตัวไม่ขึ้นซะแล้ว แต่พอดีตอนนี้ผม up เว่ล (นี่ๆ ศัพท์เด็กเกม)เมนูเต็มไปสามอันละ ความบ้าเลยน้อยลงครับ ฮ่าๆ เกมออนไลน์ นี่มันพิษสงร้ายจริงๆ พับผ่า มิน่าหลัง มอ เด็กนักเรียนมันถึงเล่นกันตรึม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนปิดเทอมตอนกลางคืนผมก็ไปร่อนกับเพื่อนๆ ทั่วไปครับ ไปร้านแถวๆบ้าน เล่นไพ่กันขำๆบ้าง ตีแบด เล่นบาสไปตามเรื่อง ชีวิตมันก็วนเวียนแบบนี้แหละครับ แต่วนเวียนไปซักพักก็เริ่มใจหาย เพราะใกล้เปิดเทอมแล้วครับทั่น อีกสองสัปดาห์เอง หนังสือก็ยังหาได้ไม่ครบ เตรียมสอนก็ยังไม่เสร็จ บรรลัยแล้วงานนี้ ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปว่ามา up blog ครั้งนี้ ก็คือมาบ่นน่ะครับ อาจจะรำคาญหูท่านๆไปบ้าง ก็อย่าถือสาเลยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วขอตัวไปตีแบดก่อน แว้บบบบบบบบบบบ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-5457445740611341521?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/5457445740611341521/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=5457445740611341521&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/5457445740611341521'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/5457445740611341521'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น (กลัวจะเตรียมสอนไม่ทัน ฮ่าๆ)'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-7433865198932854742</id><published>2008-08-09T12:41:00.002+07:00</published><updated>2008-08-09T13:05:32.682+07:00</updated><title type='text'>มิสเตอร์ Gelgloog ณ แดนดินถิ่นอีสานนนนน</title><content type='html'>และแล้ว.......หลังจากที่ดอง blog ไปกว่าสองเดือน ผมกลับมาแล้วครับ กลับมาพร้อมกับการแจ้งข่าวอัน (ไม่) สำคัญ ซึ่งดูจากชื่อก็คงรู้กันแล้วหละว่าผมอยู่ที่ไหน ตอนนี้ผมมาเริ่มงานได้พักนึงแล้วหละครับที่ขอนแก่น ตอนนี้อาจจะยังใหม่ๆอยู่มั๊งงานเลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ครับ แต่อักซักพักคงไม่แน่ แหะๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากความเดิมในตอนที่แล้วที่ผมกะลังชั่งใจว่าจะไปที่ไหนดี สรุปก็ได้มาที่นี่แหละครับ เพราะทางขอนแก่นทำเรื่องบรรจุเร็วกว่ามาทีเดียว ตอนนี้ผมก็เซ็นสัญญาเรียบร้อยละ แต่เงินเดือนไม่รู้จะได้เมื่อไหร่อะดิเนี่ยยย ฮ่า แต่จริงๆแล้วก่อนหน้าที่จะมาอยู่ขอนแก่นผมก็ขึ้นไปสอนที่ลำปางมาเหมือนกันครับ ชอบบรรยากาศที่โน่น แถมนิสิตก็เป็นกันเองอีก วิชาสอนก็ถูกใจถูกอารมณ์ชะมัด แต่เสียดายจริงๆครับ เรื่องกระบวนการบรรจุมันทำให้ผมรอไม่ได้จริงๆ เราเองก็ต้องเลือกความแน่นอนไว้ในระดับหนึ่งหละครับ ถึงเสียดายแต่ก็ต้องเลือก เห้อๆๆ มันต้องทำงานที่เดียวนินา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับบรรยากาศทางขอนแก่นก็โอเคครับ ผมเองคุ้นเคยกับวัฒนธรรมทางแถบอีสานพอสมควร เพราะพ่อเป็นคนหนองคาย เรื่องอาหารการกินนี่โคตรจะไม่มีปัญหา โซ้ยแหลกเช่นเคย ฮ่าๆ เรื่องการอยู่คนเดียวก็ต้องปรับตัวหน่อยน่ะครับ เพราะปกติชีวิตผมเคยอยู่แต่บ้านมาตลอด พออยู่นี่โอยยยยย มันเหงาจิงๆวุ้ย ก็ต้องหาไรทำก๊อกแก๊กไปเรื่อยแหละครับ แต่ประเด็นคือยังหาเพื่อนกินเบียร์ไม่ได้เลยเนี่ย เห้อๆใครก็ได้ไปกินเป็นเพืนผมหน่อยยยย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องงานก็อย่างที่บอกครับตอนนี้ยังเรื่อยๆ ไม่ได้ถูกป้อนอะไรมากอาจจะเพราะยังใหม่อยู่ ส่วนเรื่องสอนก็โอครับ ได้วิชาไมโครตามที่คำนวณไว้เด๊ะ ฮ่าๆ แต่มีวันนึงเจอคลาสเด็กสองร้อยคนครับ เป็นอันสลบเหมือดไปเลยทีเดียว เกิดมาไม่เคยสอนคนเยอะขนาดนี้มาก่อน โปรเจคเตอร์แม่งใหญ่ฉิบ ไม่คุ้นเลยแฮะ แต่ดีตรงที่มันมีที่ให้เดินไปเดินมาเวลาสอนเยอะดี ฮ่าๆๆๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ สุดท้ายที่อยากจะแจ้งนะครับ ผมคิดว่า blog นี้จะเปลี่ยนทิศทางหน่อยๆ เป็นแนวผมมา update เรื่องอะไรเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ส่วนเรื่องหนักๆหน่อยคิดว่าจะไปเขียนลงในมุมมองบ้านสามย่านที่เขียน (เกือบจะไม่) ประจำน่ะครับ ยังไงก็ลองคิดตามผลงานกันด้วยเน้อออ ถ้าไม่มีเรทติ้งอาจจะต้องอดเขียนเข้าซักวัน อ๊ากกก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายนี้ใครมีอะไรแนะนำเกี่ยวกับขอนแก่นได้โปรดบอกเลยนะครับ จะของกินอร่อย ที่เที่ยวเจ๋งๆ บอกมาโลด จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ว่าแล้วตอนนี้ไปหาเฝอกินดีก่า ไว้เจอกันครับ ฟิ้ววววว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-7433865198932854742?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/7433865198932854742/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=7433865198932854742&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/7433865198932854742'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/7433865198932854742'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2008/08/gelgloog.html' title='มิสเตอร์ Gelgloog ณ แดนดินถิ่นอีสานนนนน'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-4334491311802874315</id><published>2008-05-25T21:05:00.003+07:00</published><updated>2008-05-25T21:57:23.576+07:00</updated><title type='text'>Mr.Gelgloog โกทูลำปางหละทีนี้ ภาค 2 : จะได้ไปลำปางรึปาวหละเนี่ย...มึน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ตอนนี้ความมึนเริ่มบังเกิดครับ!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะอยู่ๆเมื่อวานดันมีโทรศัพท์ดังขึ้น และแจ้งให้ผมไปรายงานตัวที่คณะวิทยาการจัดการ ม.ขอนแก่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเข้าเลยคร้าบพี่น้อง......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะตอนแรกที่ผลสอบที่ มข ออกมานั้น หลังจากผ่านการสอบข้อเขียนในรอบเช้าไปเหลือสามคน แต่สรุปมีเพียง หนึ่งในสามคนที่ได้ครับ เพราะอีกคนที่ได้คือด๊อกเตอร์อีกคนที่มาสัมภาษณ์กับทางคณะไว้ในรอบเช้าแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก้อเคว้งดิครับ ไม่ได้ซะงั้น อุตส่าห์อ่านหนังสือสอบผ่านไปแล้วแท้ๆ เห้อ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนที่ สหวิทยาการ มธ ประกาศว่าผมได้ค่อยใจชื้นขึ้นมาอีกหน่อย แต่ก็มีประเด็นตรงที่เกรดตอนปริญญาตรีผมไม่ถึงเกณฑ์ที่ มธ ตั้งไว้เลยตัองมีกรรมการมากลั่นกรองอีกรอบ โอ้วว อะไรกานเนี่ย ทำให้ผมต้องลุ้นอีกรอบ เพราะได้ข่าวมาว่าเคยมีคนตกเหมือนกัน เสียวดิครับงานนี้ ดังนั้นจำเอาไว้สำหรับคนที่อยากจะเป็นอาจารย์ควรตั้งใจเรียนแต่เด็กนะครับ ชีวิตจะได้ไม่ลุ่มๆดอนๆ แบบเจ้าของ blog 555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อการบรรจุไม่เสร็จสิ้น แล้วมีอีกข้อเสนอใหม่เข้ามา ตอนนี้ผมมึนไปหมดครับ เพราะแต่ละที่ก็มีข้อดีแตกต่างกันไป ทำให้คิดไม่ออกเลยว่าจะไปทีไหนดี ที่สหวิทยาการ มธ ลำปาง จะว่าไปแล้วเท่าที่คุยกับทางคณะคร่าวๆก็ดีจัง แถมวิชาที่ได้รับผิดชอบก้อถูกใจอีก ส่วนที่ มข คงได้ตรงที่เป็นเมืองใหญ่ และผมคุ้นเคยกับทางอีสานมากกว่า ส่วนวิชาคงจะเน้นทางเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ซึ่งผมก็นิ่งๆไม่ค่อยจะชอบซักเท่าไรนัก สรุปแล้วมึนครับ คงต้องขอเวลาตัดสินใจซักพัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ประเด็นสำคัญคงอยู่ที่ว่าใครบรรจุผมก่อน ผมก้อไปนั่นแหละคร้าบบบบบ รองานมาปีนึง แห้งจะตายอยู่แล้วค้าบพี่น้องงงง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเพื่อนๆว่าผมจะไปทีไหนดีหละเนี่ยยยย ขอเสียงหน่อยวู้ววว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ถึงผมจะไปอยู่ไหนรับรองว่าจะ up blog อย่างสม่ำเสมอแน่นอนครับ&lt;br /&gt;2.ตอนนี้พึ่งจะฟลาย หลังจากที่ว่างงานมานาน เห้อ ชีวิตไม่สิ้นต้องดิ้นกันไปจริงๆ&lt;br /&gt;3.สรุปตอนนี้เลยยังไม่ต้องขึ้นไปไหน ขออยู่งกๆเงิ่นๆที่กรุงเทพฯอีกพักนึงละกัน &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-4334491311802874315?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/4334491311802874315/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=4334491311802874315&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/4334491311802874315'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/4334491311802874315'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2008/05/mrgelgloog-2.html' title='Mr.Gelgloog โกทูลำปางหละทีนี้ ภาค 2 : จะได้ไปลำปางรึปาวหละเนี่ย...มึน'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-8698385661077096022</id><published>2008-05-15T18:56:00.004+07:00</published><updated>2008-05-15T19:55:39.586+07:00</updated><title type='text'>Mr.Gelgloog โกทูลำปางหละทีนี้ โอวววว</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สวัสดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ up blog ไปคราวที่แล้วก็สิริรวมสองเดือนพอดีที่ผมได้ฤกษ์จรดคีย์บอร์ดบอกเล่าเก้าสิบข่าวคราวกันอีกครั้ง ข่าวที่ว่านี่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้งานแล้วคร้าบบบบบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ว่างงานมาเกือบแรมปี ในที่สุดก็มีสถาบันที่เห็นใจผมและรับเข้าทำงานจนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งไม่อยากจะบอกว่าตอนไปสมัคร ตอนสอบ และตอนสัมภาษณ์ไม่คิดเลยว่าจะสอบได้ที่นี่แฮะ สงสัยจังหวะลงตัวบวกกับดวงดี เพราะตอนทำเปเป้อส่งกรรมการผมก็คิดว่าทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อีกทั้งตอนสอบเสนอผลงานเอย ตอนสัมภาษณ์เอย ก็ไม่ได้มีวี่แววสดใสว่ากรูได้งานแล้วอะไรแบบนี้เลย แต่พอวันประกาศผลเข้าไปเชคในเวบ เปิดประกาศมา อ้าว เห้ย กูได้นี่หว่า มี เฮ กันทั้งบ้านเลยงานนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปคือผมได้งานที่ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ แน่นอนว่างานครั้งนี้ผมไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯครับ ต้องไปประจำที่ ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เพราะว่านิสิตปริญญาตรีของวิทยาลัยสหวิทยาการล้วนอยู่ที่นั่นกันหมดครับ ฉะนั้น มิสเตอร์เกลกุ๊ก ได้เวลาแอ่วเหนือแล้วก่ะเจ้า 55555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณ อาจารย์คณบดี และผู้หลักผู้ใหญ่ของทางวิทยาลัยสหวิทยาการที่เมตตา เห็นคุณค่าและให้โอกาสผมได้เข้าทำงานนะคร้าบ กระพ้มจะไม่ลืมเลือนตราบจนชีวาจะหาไม่ (เอาเข้าไป) แม้ว่าตอนนี้ผมยังไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวอยู่แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุดคร้าบบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่าไม่ได้เรื่องเพราะรายวิชาที่รับผิดชอบเทอมนี้ผมไม่ถนัดเลยอะดิ แถมไม่เคยคลุกคลีกับเรื่องพวกนี้มาก่อนทำให้ต้องทำการบ้านกันหนักเลยทีเดียว (ซึ่งตอนนี้ก้อยังเฉื่อยไม่ได้เริ่มทำหอกอะไรเลย) ซึ่งก็คงต้องลองให้สุดตัวเต็มที่ก่อนแหละครับ ได้ไม่ได้ยังไงค่อยว่ากัน ไปตายเอาดาบหน้าก่อนโว้ยยยยยย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับมิตรรักแฟนเพลงชาว blog ของผมมิต้องเป็นห่วงนะครับ ยังไงผมไม่มีทางทิ้ง blog นี้อย่างแน่นอน จะพยายามหมั่นเขียนครับ เดือนละครั้งสองเดือนครั้งพอเป็นกระสรัยแน่นอน แต่แนวทางของ blog นี้อาจจะเป็นเรื่องเบาๆ เรื่องขำๆ ไปหน่อยเพราะพักนี้นายเกลกุ๊กเริ่มหมดมุขซะแร้น แต่ถ้าหากอยากติดตามอ่านเรื่องราวหนักๆก็ติดตามได้ทุกวันพฤรึหัสบดีที่คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน นสพ กรุงเทพธุรกิจนะครับ แน่นอนว่าผมไม่สามารถระบุเวลาได้ว่าจะได้เขียนลงสัปดาห์ไหนของเดือนบ้าง เอาเป็นว่ามีเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้งเช่นกัน ดังนั้นลองติดตามดูละกันนะครับ โชคดีก็ไม่เจอผม โชคร้ายก็จะเจอบทความที่ผมเขียนไป ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับครั้งนี้คงต้องขอลาก่อน เพราะมีภารกิจการ์ตูนอีกหลายเลห่มที่รอให้ผมเคลียร์อยู่ ฮ่าๆ ใครรู้จุกร้านเช่าหนังสือที่ลำปางดีๆอย่าลืมแนะนำผมกันมั่งนะคร้าบบ ละก็คิดว่าครั้งหน้าที่มา up blog คราวนี้ผมคงอยู่ที่ลำปางเรียบร้อยแล้วหละครับ ไว้เจอกันเมื่อชาติต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โชคดีทุกท่านคร้าบบบบบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) เห้อ ไปอยู่ไกลบ้านเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะนี่ ไปอยู่โน่นคงคิดถึงบ้านน่าดู จะรอดมั๊ยเนี่ย&lt;br /&gt;2) เพื่อนๆที่กรุงเทพฯคงไม่ได้มาเจอกันบ่อยๆแล้วแฮะ เศร้าเลย แล้วกรูจาก๊งกะใครวะเนี่ยยยยยยยย&lt;br /&gt;3) เอาวะ ยังไงชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป สู้ๆ สู้ตายโว้ยยยย&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-8698385661077096022?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/8698385661077096022/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=8698385661077096022&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/8698385661077096022'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/8698385661077096022'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2008/05/mrgelgloog.html' title='Mr.Gelgloog โกทูลำปางหละทีนี้ โอวววว'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-5413051963507390303</id><published>2008-03-16T13:41:00.002+07:00</published><updated>2008-03-16T14:11:37.996+07:00</updated><title type='text'>ดูหนัง-ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ ตอน Dead Poets Society</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สวัสดีครับ เผลอแผล่บเดียวปีใหม่ก็ผ่านมาเข้าเดือนที่สามแล้ว แม้เวลาจะผ่านไปเร็วแต่ชีวิตผมก็ยังทรงๆอยู่เช่นเดิมโดยที่ไม่รู้ว่าจะไปลงอยู่รูไหน เหอ เหอ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;เมื่อว่างๆเช่นนี้สิ่งที่ทำเป็นประจำก็คือการอ่านการ์ตูนครับ แต่ที่มาแรงพักหลังๆนี่คืออาการติดซีรี่ย์ญี่ปุ่นกับซีรี่ย์ฝรั่งแบบงอมแงม เปิดเมื่อไหร่มีนั่งตูดแฉะกันแน่นอน เพราะจะไม่ยอมลุกไปทำอะไรเลย ยิ่งตอนนี้ขอแนะนำเรื่องง prison break ครับ ถ้าได้ดูแล้วรับลองติดหนับ ผมกับน้องชายถึงกะดูจนไม่เป็นอันทำอะไรกันมาแล้ว ฮ่าๆ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;อีกเรื่องที่ชอบมากๆก้อคือไฟแชค Zippo ตอนนี้ผมก็พยายามสะสมอยู่ ประมาณว่าเห็นอันไหนก็อยากได้ปายโม้ดดดดด แต่ด้วยกำลังทรัพย์ที่จำกัด ทำให้ต้องค่อยๆทยอยเก็บเอาแหละครับ ซึ่งตอนนี้ก็พอมีอยู่สี่ซ้าห้าอัน ไว้ว่างๆจะถ่ายรูปมาให้ชมกันนะครับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;ทักทายกันซักเล็กน้อยพอครับ เช่นเดิมเที่ยวนี้เอาของเก่ามาปล่อยครับ เป็นบทความที่เขียนไปซักพักแล้ว เอามาลงไว้เผื่อใครยังไม่ได้อ่านกัน ตอนนี้มุขหนัง-ละคร กับเศรษฐศาสตร์ของผมชักเริ่มตันๆแล้วแฮะ มันจะไปได้ซักกี่น้ำวะเนี่ยยย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;------------------------------&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ดูหนัง - ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ ตอน Dead Poets Society &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;มุมมองบ้านสามย่าน : นรชิต จิรสัทธรรม  กรุงเทพธุรกิจ   วันพฤหัสบดีที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2551&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หากท่านผู้อ่านยังพอจำกันได้ เมื่อหลายสิบปีก่อน หนังเรื่อง "Dead Poets Society" หรือ "ชมรมกวีไร้ชีพ" เป็นที่โด่งดังมาก เพราะได้รับรางวัลออสการ์ และมีผลให้เราได้รู้จักดาราฮอลลีวู้ดที่ชื่อ ร็อบบิน วิลเลี่ยมส์ (Robin Williams) ในฐานะบทบาทของ "ครูขบถ" โดยชื่อหนังล้อมาจากชื่อของสมาคมลับที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยนักเรียนกลุ่มหนึ่ง ที่มารวมตัวกันในพลบค่ำ เพื่อต้องการปลดแอกตัวเองจากกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดและปิดกั้นอิสรภาพในการคิด ทำในสิ่งต่างๆ โดยใช้บทกวีเป็นเครื่องมือในการเยียวยาและสร้างพลังในการคิด กระทำและ แสดงออกตามสิ่งที่ใจตนปรารถนา&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความที่โรงเรียน Walton เป็นโรงเรียนเก่าแก่มีชื่อเสียง และมีขนบธรรมเนียมจารีตปฏิบัติแบบผู้ดีที่มีความเฉพาะตน มาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ทางโรงเรียนและผู้คุมกฎ ต่างพยายาม (แกมบังคับ) ปลูกฝังค่านิยม และกฎเกณฑ์ในรูปแบบของสถาบันอย่างเข้มงวด โดยไม่ได้คำนึงว่านักเรียนซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในกระบวนการศึกษา ต้องการอะไรจากโรงเรียนแห่งนี้ และอาจารย์ (ที่เชื่อกันว่าเป็นอาจารย์ที่ดีที่สุดเก่งที่สุด) ก็มีหน้าที่เพียงให้เด็กท่องคำศัพท์ซ้ำไปมา สอนหนังสือโดยการเปิดอ่านตำราเรียนให้ฟัง รวมทั้งปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในห้องเรียน อำนาจในห้องเรียนจึงถูกผูกขาดโดยอาจารย์ และการศึกษาเป็นเพียงการยัดเยียดความคิดของอาจารย์แต่เพียงฝ่ายเดียว&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่การมาของ Jonh Keating (Robin Williams) อาจารย์สอนภาษาอังกฤษไฟแรงคนใหม่ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในชั้นเรียนขึ้น ด้วยวิธีการสอนที่แหกขนบธรรมเนียมดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการพานักเรียนเดินทัวร์ออกมาเรียนกันข้างนอกมากกว่าที่จะนั่งเรียนกันแบบซ้ำซากในห้อง หรือการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าอันลึกซึ้งของกวีนิพนธ์ ที่ไม่สามารถวัดได้โดยใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ หรือตัวแบบที่เป็นกราฟใดๆ โดยเขาได้หยิบเอาตำราขึ้นมาพร้อมทั้งฉีกหน้าหนังสือนั้นทิ้งไปเสีย&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่วีรกรรมที่เด็ดสุดคงไม่พ้นคราวที่ Keating ชักชวนให้เหล่านักเรียนขึ้นไปยืนบนโต๊ะหน้าชั้นเรียน เพื่อให้เหล่าเด็กหนุ่มได้หัดมองโลกในมุมที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ รวมถึงการสอนที่เต็มไปด้วยการเร้าอารมณ์ด้วยกวี ท้าทายให้เหล่านักเรียนได้แสดงตัวตนออกมาในอย่างที่ควรจะเป็น แสดงตัวตนที่แท้ออกมา นอกเหนือจากการเป็นนักเรียนที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การขีดเส้นคั่นพฤติกรรมของ "พวกเขา" ที่กำหนดโดย "ผู้อื่น"&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;นอกจากการสอนที่แหวกแนวแล้ว Keating ยังเป็นผู้จุดประกายไฟในการรื้อฟื้น "ชมรมกวีไร้ชีพ" ขึ้นมาอีกครั้ง ในตัวนักเรียนกลุ่มหนึ่ง นำทีมโดย Neil Perry (Robert Sean Leonard) เด็กหนุ่มที่นิยมชมชอบละครเวที และต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวอย่างแข็งขัน และด้วยการชี้นำของ Keating เด็กหนุ่มตัดสินใจที่จะทำตามความฝันของตน ด้วยการเล่นละครเวทีตามที่เขาหวังเอาไว้ ซึ่งมันดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรถ้าหากสิ่งที่ Perry ปรารถนานั้นกลับเป็นสิ่งที่ขัดใจพ่อ ที่วาดหวังให้ตัวลูกชาย เป็นนายแพทย์ในอนาคต จนห้ามมิให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมอันใดที่จะส่งผลกระทบต่อการเรียนได้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้วการกระทำตามความฝันโดยเข้าร่วมแสดงละครเวทีที่ปราศจากการยินยอมของผู้เป็นพ่อ กลับนำไปสู่โศกนาฏกรรมอันสุดสลดเหลือจะกล่าว...&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์ทั้งหมดจึงได้ส่งผลย้อนกลับมาที่ชมรมกวีไร้ชีพ และ Keating ในฐานะผู้จุดประกายและชี้นำการจัดตั้งกลุ่มดังกล่าว โดยพฤติกรรมของอาจารย์หนุ่มได้ตกอยู่ในสายตาอาจารย์หัวเก่ามานานแล้ว และเมื่อเกิดเหตุสลดใจขึ้น อาจารย์หัวเก่าเหล่านั้นจึงใช้เหตุการณ์นี้ในการเบียดขับ John Keating ออกจากโรงเรียนไป&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากเรื่องราวชีวิตที่เข้มข้น หนังเรื่องนี้ยังพยายามชี้ให้เห็นถึงการคิดออกไป "นอกกรอบ" จากสังคมกระแสหลักดังที่เป็นอยู่ ซึ่งในแวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์นั้นก็มีสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างจากในภาพยนตร์ซักเท่าใด การเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันที่กักขังตัวเองอยู่กับกรอบและรูปแบบของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (mainstream economics) ได้กลายเป็นเรื่องราวหลักที่แสดงภาพตัวแทน (representation) สังคมเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยที่การเรียนการสอนในเชิงวิพากษ์ระบบ หรือวิพากษ์วิธีวิทยา (methodology) ของตนนั้นแทบไม่พบเห็นเลย&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นความย้อนแย้งในตัวเองของศาสตร์ชนิดนี้ เพราะทั้งที่วิธีการมองโลกด้วยเศรษฐศาสตร์นั้น มีแง่มุมที่หลายหลาก และมากไปด้วยสำนักทางความคิด แต่สิ่งที่พบและเป็นอยู่กลับเป็นการยัดเยียดแบบจำลองทางคณิตศาสตร์กระแสหลัก ให้ผู้เรียน จนสุดท้ายมันได้ปลูกฝังโลกทัศน์ที่มองเห็นระบบเศรษฐกิจ เป็นกลไกแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่มีผู้คนและเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่หลากหลายและปรากฏอยู่ในความเป็นจริง&lt;br /&gt;ผู้เขียนคิดว่าการเรียนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นพื้นฐานสำหรับนักเรียนเศรษฐศาสตร์และเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือการปลูกฝังความคิดในเชิงวิพากษ์ รวมถึงการให้ภาพของสังคมเศรษฐกิจ ด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไป&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเรียน การสอนเศรษฐศาสตร์ที่ควรจะเป็นคือการศึกษาเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ซึ่งถือได้ว่าเป็นขนบธรรมเนียมหลัก (orthodox) ควบคู่ไปกับเศรษฐศาสตร์นอกกระแส (heterodox) เพื่อให้ผู้เรียนมีมุมมองที่เปิดกว้าง เป็นการปลุกเร้าให้นักเรียนเศรษฐศาสตร์รู้จักคิดในมุมมองที่ต่างออกไปจากเดิม อันอาจจะนำไปสู่การตั้งคำถามใหม่ๆ ให้แก่แวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ได้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เหมือนกับในภาพยนตร์ที่ยกมา ครูหนุ่มได้แสดงสัญลักษณ์ที่สื่อนัยนี้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการท้าทายให้นักเรียน ขึ้นมายืนบนโต๊ะ เพื่อให้เห็นโลกในมุมอื่น รวมถึงการวิพากษ์ทฤษฎีอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าในท้ายที่สุด Keating จะถูกไล่ออก แต่นักเรียนทุกคนพร้อมใจกันยืนบนโต๊ะเพื่อน้อมส่งคุณครูผู้เป็นที่รักถือ เป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้ตัวอาจารย์จะจากไป แต่วิธีการมองโลกที่พยายามกระโจนออกไปนอกกรอบกระแสหลักนั้นยังคงสถิตอยู่ในตัวนักเรียนที่เขาพร่ำสอนทุกคน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การให้กรอบคิดที่หลากหลายถือเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าที่จะให้ผู้เรียนถูกขังอยู่ในคอกความคิดหนึ่งอย่างคับแคบ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันอาจจะนำไปสู่โศกนาฏกรรมทางความคิดของผู้เรียนที่ถูกปิดกั้นด้วยโลกทัศน์บางประการแต่เพียงอย่างเดียว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-5413051963507390303?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/5413051963507390303/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=5413051963507390303&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/5413051963507390303'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/5413051963507390303'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2008/03/dead-poets-society.html' title='ดูหนัง-ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ ตอน Dead Poets Society'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-1977967535680034423</id><published>2008-02-04T12:45:00.000+07:00</published><updated>2008-02-04T14:00:48.808+07:00</updated><title type='text'>American Dreamz ดรี๊ม ดรีม........</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สวัสดีคร้าบทุกท่าน........&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;หายหน้าหายตาไปพักนึงเช่นเคยสำหรับนาย Gelgloog คนนี้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้มิตรรักแฟนเพลงคิดถึงจนขาดใจตายไปเสียก่อนเลยแวะมาทักทายผู้อ่านทุกท่านให้พอเป็นกระสัยเสียหน่อย อะ เหอ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สำหรับคราวนี้ไม่ค่อยมีอะไร update ใหม่แฮะ เพราะผมก็ยังว่างงานเช่นเดิม ที่สมัครอาจารย์ไว้ที่ มข ก็เลื่อนไปเป็นเดือน เมษายนโน่น ส่วนที่ ม แม่ฟ้าหลวงก็พึ่งสมัครไปได้ซักพักไม่รู้เค้าจะว่ายังไงกับผมมั่ง ชีวิตคนว่างงานมันช่างไร้แก่นสารเสียจริง เอิ๊กๆ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ดังนั้นชีวิตในตอนนี้ผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ครับนอกจากอ่านการ์ตูน การ์ตูน และการ์ตูน ฮ่าๆ ซึ่งช่วงนี้มีหลายเรื่องน่าสนใจมาแนะนำให้อ่านกันครับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;1.  ยุทธภูมิกระเพาะเหล็ก ค่ายบูรพัฒน์ - อ่านเรื่องนี้แล้วอารมณ์รายการทีวีแชมเปี้ยนเลยทีเดียว เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักกินจุครับ รับรองอ่านแล้วกระเพาะต้องโครกครากอย่างแน่นอน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;2. ปิดเกาะปฏิวัติ ค่ายวิบูลย์กิจ - เล่มนี้โดนมากครับออกมาสองเล่มแล้ว เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการประแยกแยกตัวจากประเทศญี่ปุ่นของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่เพื่อนของเค้าได้ตายไปอย่างมีเงื่อนงำโดนเบื้องหลังก็คือรัฐบาลของประเทศนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;3. ฮันไซ ค่ายอะไรน้อจำไม่ได้ - เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับการทำอาหารครับ พระเอกเรื่องนี้จะเน้นทำอาหารง่ายๆถูกๆ แต่มากด้วยความอร่อย ถือเป็นการฉีกแนวการทำอาหารออกไปอีกขั้นทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;4. หลุดโลก restuarant ค่ายวิบูลย์กิจ - เรื่องนี้ฮามากครับ ผิดเผินเหมือนลายเส้นจะออกแนวการ์ตูนผู้หญิง แต่อ่านไปรับรองติดสนั่นครับ เป็นเรื่องราวของกิจการร้านอาหารฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่กลางทุ่งสุสาน ห่างไกลจากย่านที่มันควรจะอยู่เป็นอย่างยิ่ง พร้อมด้วยเจ้าของร้านสันดานเสีย และบริกรขารั่วที่คอยขยันมาเติมความฮาไม่รู้จบ อันนี้ 6 เล่มจบนะครับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;5. คุณหมาปัญหาเยอะ ค่ายวิบูลย์กิจ - การ์ตูนหมาๆ แต่เกี่ยวกับป๋า ซึ่งจริงน่าจะตั้งชื่อว่าคุณป๋ามันหา (เรื่องหมา) เยอะซะก็หมดเรื่องหมดราว เรื่องนี้ขำมากครับเป็นการ์ตูนที่เน้นความสัทพันธ์ระหว่างมนุษย์ โดยมีหมาเป็นตัวชูโรงสร้างความขำขัน อ่านแล้ววางไม่ลงเช่นกัน เรื่องนี้ 16 เล่มจบครับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;จริงๆยังมีอีกหลายเรื่องแฮะ แต่ดันนึกไม่ออกซะนี่ไว้จะทยอยมาบอกเล่าเก้าสิบเรื่อยๆนะครับ และอย่าลืมติดตามการรีวิวเกี่ยวกับการ์ตูนแบบยาวๆของผมใน gelgloog ณ bloggang ด้วยเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน.....&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;พักจากเรื่องการ์ตูนมาที่มุขประจำของผมดีกว่าครับ เช่นเคย คราวนี้ผมก็มีบทความที่พึ่งเขียนได้ไม่กี่วันมาให้อ่านกันครับ คิดว่าหลังจากบทความชิ้นนี้ ชิ้นต่อๆไปจะทำเป็นซีรี่ย์ไปโลด เกี่ยวกับดูหนัง-ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ โอวว (จะรอดไปได้กี่เรื่องวะเนี่ย ฮ่าๆ) อันนี้ก็ต้องติดตามต่อไปนะครับว่าหนังเรื่องต่อไปที่จะมาเป็นเหยื่อสังเวยคมเขี้ยวผมจะเป็นเรื่องใด....&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ว่าแล้วเชิญทัศนาได้ครับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;------------------------------------------&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ดูหนัง – ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ ตอน  American Dreamz ดรี๊ม ดรีม.......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองบ้านสามย่าน : นรชิต จิรสัทธรรม  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองคิดถึงประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้ที่ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ แต่กลับส่งทหารในประเทศออกไปรบที่อื่นอย่างไร้เหตุผล และยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนในประเทศต่างพากันสนใจลงคะแนนให้กับ ดารา (idol) ในรายการเรียลลิตี้โชว์ที่มีชื่อเสียง มากกว่าการออกไปใช้สิทธิ์เลือกประธานาธิบดีคนต่อไป (เท่านั้นยังไม่พอท่านประธานาธิบดีนี่แหละตัวดีที่ติดรายการเรียลลิตี้จนงอมแงมสุดๆ)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ที่เกริ่นมาคือ Tagline ของหนังเรื่อง American Dreamz (แต่ที่อยู่ในวงเล็บน่ะผู้เขียนเพิ่มเองล้วนๆ)  ของผู้กำกับ พอล วิทซ์ ซึ่งเป็นหนังคอมเมดี้เสียดสีการเมืองอเมริกา และรายการ American Idol ที่ถือเป็นรายการร้องเพลงเรียลลิตี้ที่ผู้คนติดกันเกรียวกราว โดยเรื่องราวโฟกัสไปที่ มาร์ติน ทวีด (รับบทโดย ฮิวจ์ แกรนท์) พิธีกรรายการ อเมริกันดรีมส์ ชื่อกระฉ่อน ที่มีนิสัยเป็นคนไม่แยแสผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากตัวเอง โดยในซีซั่นใหม่นี้เขาได้พยายามเฟ้นหาผู้เข้าร่วมรายการที่แปลกใหม่ แหวกแนวกว่าที่เคย จนได้ผู้เข้ารอบสุดท้ายสองคน ได้แก่ แซลลี่ (แมนดี้ มัวร์) สาวน้อยที่อยากเด่นอยากดังเสียเหลือเกินจนแทบไม่เลือกวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการหลับนอนกับพิธีกร หรือหลอกใช้แฟนของตัวเองเพื่อสร้างความนิยมให้กับผลโหวต รวมถึง โอเมอร์ (แซม โกลซารี่) เด็กหนุ่มชาวอาหรับจากค่ายทหารของผู้ก่อการร้ายที่รักเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ แต่กลับถูกองค์กรส่งเข้าร่วมรายการดังกล่าวด้วยเจตนาร้ายแอบแฝง&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากนั้นยังมีตัวละครที่คอยสร้างสีสันอีกมากไม่ว่าจะเป็น ประธานาธิบดีจอมต๊อง (รับบทโดยเดนนิส เควด) ที่ดูจะปิติเสียเหลือเกินกับการเป็นกรรมการของรายการอเมริกัน ดรีมส์ ในรอบสุดท้าย รวมไปถึง คริสต์ ไคลน์ ที่รับบทเป็นแฟนหนุ่มที่มีความรักคงมั่นต่อแซลลี่ จนตายแทนกันได้ (และก็ตายจริงๆเสียด้วย........)&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำการล้อเลียนสังคมอเมริกันโดยสร้างเรื่องราวขำขันดังที่เกริ่นไว้ในตอนต้น แต่เมื่อผู้เขียนได้ดูแล้วกลับขำไม่ออก เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องสะท้อนโลกความเป็นจริงได้อย่างเจ็บแสบ เช่น ในขณะที่ประเทศของตนส่งทหารให้ไปรบ ไปตาย (รวมถึงไปฆ่าคนอื่นตาย) ในสงคราม เพื่อประโยชน์บางประการ แต่ผู้คนในประเทศกลับหน้ามืดตามัวหลงใหลรายการเรียลลิตี้และความบันเทิง โดยไม่สนใจว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก เท่านั้นไม่พอ ประธานาธิบดีในเรื่องนี้ยังปัญญานิ่มสุดๆ จนขนาดที่ว่าไม่เคยมีความคิดของตัวเองเลย  และการกระทำทุกอย่างของเขานั้นก็ถูกชักใยโดยผู้ช่วยหมายเลขหนึ่งตลอดเวลา&lt;br /&gt;นอกเหนือจากการเสียดสีสังคมอเมริกันโดยผ่านการเล่าเรื่องแบบคอมเมดี้แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีชั้นเชิงในการเสียดสีอุดมการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจ เช่น อุดมการณ์ทุนนิยมและเสรีนิยม (capitalism - liberalism) ของอเมริกาที่ครอบงำพวกเราอยู่ ซึ่งได้รับการเผยแพร่ผ่านองค์ความรู้สมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (mainstream economics) &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อุดมการณ์ครอบงำที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้น คือ ความคิดในเรื่องของการเสนอทฤษฎีที่ตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าปัจเจกชนในฐานะเศรษฐกิจ มีเหตุมีผลที่สมบูรณ์ (perfect rationality) และสามารถเลือกกระทำการต่างๆ ได้อย่างเสรีโดยมีเหตุผลเป็นตัวคอยกำกับ รวมไปถึงตัวบททฤษฎียังได้พยายามพิสูจน์ผลลัพธ์อันเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของหน่วยเศรษฐกิจในตลาดเสรีนั้นว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด ไปจนถึงการนำเสนอตัวแบบความทันสมัย (modernization) ว่าจำกัดอยู่เพียงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นลำดับขั้น โดยที่ขั้นสมบูรณ์สุดท้าย คือระดับความอุดมสมบูรณ์ที่ประชาชนมีการบริโภคกันอย่างสมบูรณ์ถ้วนหน้า มีสภาพการจ้างงานเต็มที่ และประชาชนมีความมั่นคง (high mass consumption stage) ทั้งหมดได้แสดงให้เห็นถึงพลังของอุดมการณ์ของทุนนิยมเสรี ที่เชื่อมั่นในความจำเริญทางวัตถุ พลังแห่งระบบตลาด และความมีเสรีภาพ (ร่วมด้วยความมีเหตุผล) ในการดำเนินการและการกระทำของหน่วยเศรษฐกิจต่างๆ อันเป็นกลไกสำคัญที่พึงจะนำสังคมไปสู่ความผาสุกได้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การเสียดสีการครอบงำเชิงอุดมการณ์ดังกล่าว ได้รับการนำเสนอผ่านตัวละคร โอเมอร์ เด็กหนุ่มชาวอาหรับที่มีความแค้นกับอเมริกาอย่างใหญ่หลวง เพราะผู้เป็นแม่ของเขาได้เสียชีวิตจากการจู่โจมของทหารอเมริกา ทำให้เด็กหนุ่มต้องเข้าร่วมกับองค์กรผู้ก่อการร้าย แต่สุดท้าย เมื่อโอเมอร์ได้มาสู่อเมริกา เขากลับหลงระเริงกับความสุขในแบบบริโภคนิยมและการประกวดร้องเพลงจนละทิ้งเป้าหมายในการล้างแค้นเสียสิ้น การหักเหของตัวละครนี้ได้แสดงให้เห็นถึงชัยชนะของอุดมการณ์เสรีในแบบอเมริกันดรีมที่มีพลังเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง การไขว่คว้าตามหาฝันในดินแดนแห่งเสรีภาพเป็น “ความจริง” ที่เกิดขึ้นได้เสมอ แม้กับเด็กหนุ่มจากองค์กรก่อการร้ายที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นและมุ่งแต่จะสังหารประธานาธิบดีในตอนแรก &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ถ้าพิจารณาตามแรงจูงใจเบื้องต้นแล้ว ความมุ่งมั่นในตอนต้นของโอเมอร์น่าจะมีความขัดแย้งกับอเมริกันดรีมในมิติเชิงอุดมการณ์เป็นอย่างมาก แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่า พลังแห่งอเมริกันดรีมได้ค่อยๆละลายซึมลึกเข้าไป กลืนความคิดเด็กหนุ่มจนโอเมอร์กลายเป็นผู้ที่มีมรรคปฎิบัติเยี่ยงวิถีอเมริกันชนคนหนึ่งในที่สุด&lt;br /&gt;นอกจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีมุมมองที่เจ็บแสบต่อกระบวนการที่ทำให้ทุกอย่างเป็นสินค้าของระบบทุนนิยม โดยเฉพาะในกรณีของรายการเรียลลิตี้ที่มีกระบวนการทำชีวิตให้กลายเป็นสินค้า (ถ้าจำไม่ผิดผู้เขียนเคยพูดถึงประเด็นดังกล่าวในเรื่องอคาเดมี แฟนเทเชียแล้ว) แต่ในหนังเรื่องนี้ กระบวนการดังกล่าวได้หนักข้อขึ้นไปอีก โดยในตอนจบของภาพยนตร์ที่เฉลยว่าใครเป็นผู้ชนะผลการโหวตในซีซั่นล่าสุด ซึ่งปรากฏว่าเป็นแฟนหนุ่มของแซลลี่ที่ถูกระเบิดตายคาที่ แต่ชนะใจผู้ชมด้วยความรักมั่นจริงใจแบบสุดๆ (ในขณะที่พิธีกรรายการตายไป กลับไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไหร่) ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้เข้าร่วมแข่งขันเลย แต่ใครเล่าจะสนใจกับรายละเอียดด้านเทคนิคเช่นนั้น เพราะถ้าหากมีความเป็นไปได้ที่นามธรรมเช่นความตายสามารถแปรเปลี่ยนเป็นสินค้าได้ แน่นอนว่าย่อมไม่รอดพ้นสายตาและการแสวงหากำไรของระบบทุนอย่างแน่นอน แม้แต่ความตาย ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรชีวิต ก็ไม่อาจหลีกหนีสัจธรรมข้อนี้ได้ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนเห็นพ้องกับการระเบิดพลีชีพของผู้ก่อการร้ายว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือทุนนิยมเสรีเป็นผู้ร้ายในทุกเรื่อง หากแต่ต้องการให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของความคิด ทัศนคติ และมโนทัศน์ที่ถูกเก็บซ่อนไว้อยู่ และเราอาจลืมสังเกตไป&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ฉากจบในภาพยนตร์ได้ตัดกลับมายัง โอเมอร์ ที่ได้เป็นนักร้องสมใจ และคงลืมการแก้แค้นไปอีกตลอดชั่วชีวิตของเขา ส่วนแซลลี่ หลังจากซาบซึ้ง (แบบปลอมๆ) ต่อการจากไปของแฟนหนุ่มให้ผู้ชมดู สาวน้อยแสบใหญ่นั้นก็สมใจได้เป็นพิธีกรรายการอเมริกันดรีมส์ ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ของตนให้ดูดีจากความจริงใจและความตายของแฟนตนได้อย่างหน้าตาเฉย ก่อนกล้องตัดไปยังโฉมหน้าผู้เข้าแข่งขันในซีซั่นใหม่ที่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้ชมทุกคน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แล้ววัฏจักรก็หมุนเวียนต่อไป.............&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-1977967535680034423?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/1977967535680034423/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=1977967535680034423&amp;isPopup=true' title='8 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/1977967535680034423'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/1977967535680034423'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2008/02/american-dreamz.html' title='American Dreamz ดรี๊ม ดรีม........'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>8</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-8783406843352425473</id><published>2007-12-21T10:59:00.000+07:00</published><updated>2007-12-21T11:31:50.087+07:00</updated><title type='text'>เศรษฐกิจพอเพียงกับความไร้ราก</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับหลังจากที่ห่างหายไปเกือบสองเดือน ซึ่งจะว่าไปแล้วเวลานี่มันผ่านไปไวจริงๆครับ แว่บเดียวก็ผ่านไปแล้วหนึ่งปี และผมก็ว่างงานมาแล้วครึ่งปี (ฮ่าๆ) นับประสาอะไรกับช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมาที่ตอนแรกผมคิดว่าจะเข้ามา up blog สม่ำเสมอแต่ไปๆมาๆ วูบเดียวสองเดือนละก็ยังไม่ได้ update อะไรจนได้ซิน่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ชีวิตผมไม่มีอะไรคืบหน้าเป็นชิ้นเป็นอันครับ ยังอยู่ในช่วงตระเวณสมัครงานตามสถาบันต่างๆอยู่เช่นเคย ในกรุงเทพฯบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง เพราะตอนนี้เริ่มมีบางที่เปิดรับอาจารย์ใหม่ครับ แต่ส่วนเรื่องที่จะรับผมเข้าทำงานหรือไม่ อันนี้ก็อีกเรื่องนึง (เห้ออออ อยากจะขำแต่ขำไม่ออก) ซึ่งตอนนี้ผมก็ว่างงานมานานพอดู ถ้าหากเที่ยวนี้วืดหมดก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องคิดทบทวนเกี่ยวกับอนาคตตัวเองอีกครั้งว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี แต่ตอนนี้โอกาสยังพอมีอยู่ก็ สู้เว้ยยยย!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่หายไปนอกจากจะตระเวณสมัครงานแล้วก็มีเขียนงานบทความวิชาการครับ ซึ่งเป็นบทความที่เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ของผมน่ะแหละ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพิจารณาว่าจะได้ตีพิมพ์หรือไม่ แต่รู้สึกว่าเงียบหายไปนานเหมือนกันนะ ชักจะเสียวๆเหมือนกันนะเนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับวันนี้ผมก็มามุขเดิมเช่นเคย เอาบทความของตัวเองมาขายต่อใน blog อีกแล้ว แต่รับรองว่าเที่ยวหน้าผมไม่มีตีเนียนแบบนี้แน่นอน เพราะจะลงเรื่องใหม่ๆให้อ่านกันเลยครับ ซึ่งตอนนี้กำลังร่างและเริ่มเขียน (ได้ย่อหน้าเดียว) อยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ ใกล้ปีใหม่แล้วนะครับ ขอถือโอกาสนี้กล่าวสวัสดีปีใหม่ไว้ล่วงหน้าเลย (เพราะตอนปีใหม่ไม่ได้ up blog แหงมๆ 555) แล้วพบกันนะครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;----------------------------------------------&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;เศรษฐกิจพอเพียงกับความไร้ราก&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;มุมมองบ้านสามย่าน : นรชิต จิรสัทธรรม กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2550&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาถือเป็นมหาโอกาสที่สำคัญยิ่งสำหรับปวงชวนชาวไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้มีพระชนมายุ 80 พรรษา อีกทั้งยังทรงควบตำแหน่งกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก และในโอกาสเดียวกันนี้ ขณะที่ผู้เขียนกำลังปั่นต้นฉบับอยู่ จังหวะการตีกลองร้องป่าวหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มคึกคักมากขึ้นเป็นเท่าทวี เพราะเวลาของแต่พรรคเหลือน้อยยิ่งนักก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งใหญ่ในอีกไม่กี่วันนี้&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เราจะได้เห็นนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความสวยหรู ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสังคมแห่งความสุขเอย เรียนฟรีตั้งแต่เด็กยันโตเอย สร้างความสมานฉันท์เอย ฯลฯ ต่างเป็นการตีฆ้องเพื่อจูงให้ประชาชนกากบาทเบอร์ของตน แต่อีกนโยบายหนึ่งที่หลายพรรคต่างชูขึ้นมาเพื่อโกยคะแนนก็คือนโยบายที่อ้างถึง “เศรษฐกิจพอเพียง” จนกลายมาเป็นคำบังคับที่จะต้องมีใส่ไว้ในนโยบายของพรรคต่างๆ &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคำที่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ใช่เฉพาะแค่เทศกาลเลือกตั้งเท่านั้น แต่รวมถึงช่วงระยะเวลาหลายขวบปีที่ผ่านมาที่หน่วยงานของรัฐต่างก็ประโคมคำดังกล่าว จนไม่ว่าจะมีกิจกรรมใดๆเกิดขึ้น มันก็ยังไปเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจพอเพียงจนได้ซิน่า ซึ่งถ้าหากพิจารณาดูแนวคิดดังกล่าว จะพบว่าต้นกำเนิดของมันมาจากการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นระยะเวลานานจนตกผลึกกลายเป็นวิธีการที่ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้นตามลำดับ&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการนำเอาแนวคิดดังกล่าวไปขยายตีความต่อเนื่องจากปฏิบัติการในภาคเกษตร จนในขณะนี้เศรษฐกิจพอเพียงมีสถานะเป็น “มหาทฤษฎี” (grand theory) ที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาต่างๆของสังคมได้อย่างครอบคลุมเป็นที่สุด โดยนำเสนอหลักการสามประการ ได้แก่ การรู้จักประมาณตน มีเหตุผล สร้างภูมิคุ้มกัน คล้องด้วยสองห่วงซึ่งก็คือความรู้คู่คุณธรรม เมื่อตัวแนวคิดเองได้ถูกนำเสนอในรูปของหลักการกว้างๆ แบบนี้ การนำไปปฏิบัติใช้จึงเป็นไปอย่างหลากหลาย &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนเชื่อว่าคงไม่มีทฤษฎีใดที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด ภายใต้สังคมที่ยุ่งเหยิงอย่างที่เป็นอย่างอยู่ คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถมีชุดแนวคิดเดียวที่ตอบโจทย์ของสังคมได้หมด และถึงแม้จะมีทฤษฎีดังกล่าวจริง ผู้เขียนเข้าใจว่าคงจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของประสบการณ์การประยุกต์ใช้และการตีความในระดับหนึ่งทีเดียว ซึ่งนักคิดหลายคนมีความเห็นพ้องกันว่าการนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัตินั้นขึ้นมีแนวโน้มสูงที่ผันแปรไปตามการตีความตามเฉพาะบุคคลหรือองค์กร &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่เราเห็นชัดเจนในวันนี้คือดูเหมือนว่าภายใต้หลักการกว้างๆ ของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครในโลกก็สามารถอ้างว่าตนน้อมรับเอาแนวคิดดังกล่าวไปใช้ในชีวิตหรือการดำเนินการของตน ตั้งแต่ชาวบ้านร้านตลาดยันนายทุนร้อยล้านพันล้าน แม้ว่ากิจกรรมดังกล่าวจะดูหลากหลายและมีหลายประการขัดแย้งกับกรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซักเพียงใดก็ตาม จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นความพอเพียงในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อนาฬิกาเรือนละสิบล้านก็ถือว่าพอเพียง หรือ ชาวบ้าน ประชาชนตาดำที่ขาดซึ่งปัจจัย 4 ก็ยังคงต้องพอเพียงแบบปากกัดตีนถีบกันต่อไป &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความไม่ลงรอยนี้เป็นปรากฏการณ์ที่รวมไปถึงการนำเสนอนโยบายเวอร์ชั่นพอเพียงของพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อมองในรายละเอียดของตัวนโยบายแล้วผู้เขียนจนปัญญาที่จะแยกแยะจริงๆว่ามันต่างจากนโยบายหาเสียงประชานิยมแบบ ลด แลก แจก แถม ที่เคยเกิดขึ้นในสมัยก่อนตรงไหน ส่วนที่ต่างคงจะมีแค่คำว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียงเข้ามานำหน้าหรือต่อท้ายนโยบายเท่านั้น สุดท้ายแล้วเศรษฐกิจพอเพียงจึงกลายเป็นเสมือนกระแสหรือวาทกรรมหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างความ “ดูดี” ให้แก่ผู้พูด โดยที่ผู้พูดไม่จำเป็นต้องมีความชัดเจนในมโนทัศน์ดังกล่าวเลยก็ได้&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งกว่านั้นเศรษฐกิจพอเพียงได้แปลงร่างจากแนวคิดกลายเป็นสัญลักษณ์ของความดีงามที่อยู่เหนือล้ำขึ้นไป โดยหลายฝ่ายที่ได้นำเอาแนวคิดนี้ไปใช้ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานหรือโครงการของตนได้ลบภาพที่เป็นจริงเกี่ยวกับแนวคิดหรือทฤษฎีตามปกติที่สามารถพิสูจน์ถูกผิด สามารถโต้แย้งด้วยหลักการของเหตุผลออกไป จนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สามารถอวดอ้างความชอบธรรมของผู้พูดได้อย่างสากล &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;สังคมการเมืองไทยคงไม่มีวันก้าวหน้าได้ถ้าหากว่าแนวนโยบายต่างๆที่ถูกนำเสนอขึ้นมานั้นเกิดจากการปรุงแต่งด้วยคำพูดที่สวยหรูโดยปราศจากรากที่แท้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอนิจลักษณะที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน ซึ่งต่างจากพรรคการเมืองในบางประเทศที่มีอุดมการณ์หนุนหลังชัดเจนไม่ว่าจะเป็นแนวทางของพรรคกรีน หรือพรรคแรงงานในยุโรปก็ตามที แต่ดูเหมือนว่าอุดมการณ์หนึ่งเดียวที่หนุนหลังกลุ่มการเมืองของเราที่มีอยู่ก็คืออุดมการณ์แห่งการแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่รู้จักจบสิ้น &lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในมุมมองของผู้เขียนนั้น คำพูดของนักการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาล้วนอ้างถึงความผาสุกของสังคมโดยรวม แต่เอาเข้าจริงๆแล้วพฤติกรรมนักการเมือง ทำให้ผู้เขียนนึกถึงพฤติกรรมของ “สัตว์เศรษฐกิจ” (homo economicus) ที่มุ่งแสวงหาแต่ผลประโยชน์ให้แก่ตัวเองไม่ต่างไปจากที่กล่าวถึงในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ซักเท่าใดนัก ความพยายามขายชุดนโยบายที่สวยหรูเพื่อให้ตนเองได้เข้าไปอยู่ในสภาซึ่งถือเป็นหนทางอันหอมหวานในการกอบโกยผลประโยชน์ต่างๆมากมาย ได้กลายเป็นต้นทุนของสังคม หรือราคาที่สังคมต้องจ่ายให้กับความสุ่มเสี่ยงที่ฝ่ายการเมืองจะไม่ทำตามนโยบายที่ประกาศเอาไว้ ซ้ำร้ายยังจะเข้าไปผูกขาดอำนาจควบคุมและจัดสรรทรัพยากรรัฐสำหรับพวกพ้องและคณาญาติของตนเสียอีก ผู้เขียนเชื่อว่า ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าหากไม่มีผลตอบแทนให้แลกเปลี่ยน พฤติกรรมการเสียสละเพื่อส่วนรวมและสาธารณประโยชน์ของฝ่ายการเมืองคงจะเป็นสิ่งหายากยิ่ง&lt;/p&gt;&lt;p align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจพอเพียงที่ถูกสอดแทรกในการรณรงค์หาเสียงของฝ่ายการเมืองจึงเป็นเสมือนเครื่องมือทางการเมืองที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ความ “ดูดี” ให้กับฝ่ายการเมือง แต่พรางเจตนาและวาระบางประการไว้เบื้องหลังสุดท้ายแล้วขอทีเถอะครับกับคำว่าพอเพียง ผู้เขียนอยากขอให้ทุกฝ่ายตรึกตรองก่อนที่จะใช้คำดังกล่าวให้ละเอียดรอบคอบเสียก่อน เพราะทุกวันนี้ดูเหมือนว่าจะใช้คำว่าพอเพียงกันแบบไม่บันยะบันยัง ไม่พอเพียงเอาเสียเลย&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-8783406843352425473?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/8783406843352425473/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=8783406843352425473&amp;isPopup=true' title='15 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/8783406843352425473'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/8783406843352425473'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2007/12/blog-post.html' title='เศรษฐกิจพอเพียงกับความไร้ราก'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>15</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-3499324874170158076</id><published>2007-09-28T12:58:00.000+07:00</published><updated>2007-09-28T13:23:29.935+07:00</updated><title type='text'>ดูหนัง-ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ ตอน ราโชมอน</title><content type='html'>สวัสดีครับ.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้จะเริ่มทักทายยังไงหลังจากที่หายไปสองเดือนนอกจากคำว่า "สวัสดี" จะทักว่า ว๊อทซาป แม๊...น หรือ เฮ้ โย่ ล มันก็คงจะดูฮิปฮอปเกินไป คนไทยด้วยกันสวัสดีกันน่ะแหละดีที่สุดเนอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดประสงค์ที่มา update คราวนี้ก็คือบอกเล่าเก้าสิบชีวิตทั่วไปครับ ละก็เอาบทความที่พึ่งเขียนมาให้ท่านๆ ได้อ่านกัน ในเรื่องชีวิตส่วนตัวนั้นตอนนี้ผมก็ยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งแน่นอนครับ หลังจากที่สอบตกรูดมหาราช สอบอาจารย์ไหนที่ไหนก็ไมได้ซักที ตั้งแต่ที่ ม.บูรพา เกษตรศรีราชา นี่เป็นโซนตะวันออกนะครับ มาโซนอีสานก็มีที่ มข อีก จะรอดมั๊ยเนี่ยกรู...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประสบการณ์จากการสอบที่ผ่านมาทำให้ผมได้รู้ข้อหนึ่งว่า การจบสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองนี่ช่างเป็นลูกเมียน้อยเสียจริง ซึ่งได้มาจากการเข้าไปสัมภาษณ์ที่เกษตรศรีราชานั่นแหละครับ และอีกข้อหนึ่งก็คือ ไมโคร แมคโคร นี่อย่าทิ้งเป็นอันขาด ฮ่าๆ โดยเฉพาะที่ มข ที่สอบตกหลังสุดมานี่มีการสอบข้อเขียนวิชา ไมโคร แมคโคร ครับ ผมเองก็นะทิ้งมาสองปีได้แล้วมั๊ง ไอ้จะให้ฟิตเหมือนตอนเรียนอยู่ ปี1 ก็ไม่ได้แฮะ เพราะหลังจากจบตรงนั้นมาก็ไปเรียนวิชาอื่นๆ ทำทีสิส ไม่ได้มาหัดนั่งทำโจทย์ไมโคร แมคโครเท่าไหร่ ทักษะการแก้ไขปัญหาพวกนี้เลยหดหายไปตามกาลเวลา พอไปสอบ ก็เลยสอบตกซิครับท่าน แต่ก็เป็นที่การตั้งเกณฑ์ของทางคณะที่โน่นด้วยแหละครับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งตอนแรกทางกรรมการก็จะเรียกผู้สมัครเข้าสัมภาษณ์ทุกคน แต่ติดตรงประกาศเลยทำให้ไม่สามารถทำได้ เห้ออออ สรุปคราวนี้เลยสอบตกหมดทุกคนครับท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนี้คงต้องเร้นกายไปร่ำสุรา เอ้ย !! หัดทำโจทย์ ไม แมค (เผลออาจจะร่วมด้วยอีโคโนฯ)ซักหน่อยเพื่อเรียกความฟิตกลับมา ถ้าหากใครมีโจทย์เด็ดๆ (พร้อมเฉลย ฮ่าๆ)โปรดส่ง link มาให้หน่อยจักเป็นพระคุณยิ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนอีกอันเป็นบทความของผมที่พึ่งเขียนลงในกรุงเทพธุรกิจเมื่อวานนี้เอง จะเอามาลงทิ้งท้ายให้อ่านกันครับ คิดเห็นอย่างไร มีคอมเม้นอย่างไร เชิญตามสะดวกโยธินได้เช่นเคยคร้าบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญทัศนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;----------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูหนัง-ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ ตอน ราโชมอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองบ้านสามย่าน : นรชิต จิรสัทธรรม  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคอหนังคอภาพยนตร์ คงมีน้อยคนนักที่ไม่รู้จัก "ราโชมอน" (Rashomon) ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ของผู้กำกับชื่อก้องชาวญี่ปุ่น อากิระ คุโรซาว่า (Akira Kurosawa) สร้างจากบทประพันธ์ที่ถูกแต่งขึ้นในปี ค.ศ.1915 ของอะคุตะกะวะ ริวโนะซุเกะ (Akutagawa Ryunosuke) และได้ถูกกล่าวถึงมากในฐานะที่เป็นภาพยนตร์อมตะสุดคลาสสิก อีกทั้งยังถูกใช้ประกอบการเรียนการสอนอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขานิเทศศาสตร์สายภาพยนตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนเองพึ่งจะมีโอกาสได้ชม "ราโชมอน" เมื่อไม่นานมานี้ จึงรู้ซึ้งว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นที่กล่าวถึงมากมายนัก แม้ไม่มีความรู้ด้านนิเทศศาสตร์เพียงพอที่จะวิพากษ์วิจารณ์องค์ประกอบของหนัง แต่จุดที่ผู้เขียนคิดว่าโดดเด่น ในหนังเรื่องนี้ก็คือวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนใคร เนื้อเรื่องหลักของภาพยนตร์อยู่ที่การไต่สวนคดีฆาตกรรม (และ) ข่มขืน (รึเปล่า?) โดยมีตัวละครเอกสี่คน ได้แก่ จอมโจรตาโจมารุผู้เป็นจำเลย ซามูไรผู้ถูกฆาตกรรม (ต่อมาภายหลังได้มาปรากฏตัวให้การ ผ่านร่างทรง??) เมียของซามูไรผู้เสียหาย และชาวบ้านผู้ที่เห็นเหตุการณ์โดยตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่น่าสนใจก็คือแม้ว่าจะเป็นคดีเดียวกัน แต่ทั้งสี่คนกลับให้การไม่เหมือนกันเลยแม้แต่คนเดียว!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสี่คนต่างก็อ้างว่า สิ่งที่ตนได้เล่ามานั้นล้วนเป็น "ความจริง" ทั้งสิ้น และด้วยวิธีการเล่าเรื่องอันแยบยล ของหนังเรื่องนี้ ที่จงใจให้เรื่องจบลงโดยไม่มีการเฉลยตัวฆาตกร เชื่อได้เลยว่าชาตินี้เราคงไม่มีทางรู้ได้แน่นอนว่าใครพูดจริง (หรือเท็จ?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากอรรถรสที่ได้แล้ว "ราโชมอน" ยังได้สอดแทรกคำถามเชิงอภิปรัชญาที่มีต่อ "ความจริง" อย่างสำคัญ การฉายภาพให้เห็นความจริงที่แตกต่างกันถึงสี่รูปแบบในหนังเรื่องเดียว โดยไม่พยายามสถาปนาเบ็ดเสร็จลงว่า รูปแบบไหน "จริง" ที่สุด ทำให้เราฉุกคิดได้ว่า ความจริงไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งเดียว ความจริงไม่ใช่สิ่งที่บริสุทธิ์ผุดผ่องดังที่เราเคยคิดกัน หากแต่ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาด้วยยุทธวิธีนานัปการภายใต้เงื้อมมือของมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะพูดให้ถึงที่สุดแล้ว "ราโชมอน" ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องสำคัญที่มีมุมมองต่อความจริงอันโน้มเอียงไปทางจริตแห่ง "หลังสมัยใหม่" (postmodern spirit) ซึ่งทั้งหมดได้แสดงให้เห็นถึงความล้ำลึกของริวโนะซุเกะที่เหนี่ยวนำเราไปสู่การตั้งคำถามต่อ "ความจริง" และองค์ความรู้ที่ใช้ผลิตความจริงที่ครอบงำเราอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดข้างต้นขัดแย้งกับองค์ความรู้แบบสมัยใหม่ (modernism) ที่ครอบงำเราอยู่ในปัจจุบัน แนวคิดแบบสมัยใหม่ ยึดติดอยู่กับหลักการของเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ (scientific logic) ในการพยายามเปิดเผยให้เห็น "ความจริงอันเป็นสากล" (universal truth) ของสรรพสิ่ง และมองว่า ความจริงแท้นั้นมีอยู่ "จริง" โดยเราสามารถค้นพบมันได้ด้วยหลักการแห่งเหตุผล อันจะนำไปสู่วิธีการในการค้นหาความจริงที่ถูกต้อง และท้ายที่สุดความจริงสูงสุดหนึ่งเดียวก็จะถูกปลดปล่อยออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐศาสตร์เองก็รับอิทธิพลมาจากความเป็นสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน โดยพยายามค้นหาความเป็นจริงสูงสุด เกี่ยวกับการทำงานของระบบเศรษฐกิจ ภายใต้โครงเรื่องหลักที่มีปัจเจกชนอันเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคมเป็นตัวดำเนินเรื่อง และมองว่าปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมเป็นสิ่งที่สามารถค้นหาได้ในระดับปัจเจก โดยนิยามปัจเจกชนในฐานะที่เป็น "สัตว์เศรษฐกิจ" (homoeconomics) ที่พ่วงด้วยความมีเหตุผล (rationality)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มนุษย์ในสายตาของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะมีแต่ความเห็นแก่ตัว มีพฤติกรรมที่จะมุ่งแสวงหาความพอใจ/ กำไร/ ผลประโยชน์สูงสุดแต่เพียงอย่างเดียว เป็นมนุษย์ในเชิงปริมาณที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ไร้มิติทางสังคมและประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง!! จากการเริ่มด้วยนิยามข้างต้น มันได้โยงใยเรื่องราวไปสู่คำอธิบาย/ทำนาย ปรากฏการณ์ทางสังคมด้วยแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ (economic model) อันหมดจดที่แสดงถึงดุลยภาพ (equilibrium) อันเป็นผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์ของปัจเจกชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์ยังได้ประดิษฐ์มโนทัศน์ต่างๆ ขึ้นมาสนับสนุนความจริงเกี่ยวกับเศรษฐกิจของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "ตลาด" (market) "อุปสงค์" (demand) "อุปทาน" (supply) "การเลือก" (choices) "ต้นทุน" (cost) "การผลิต" (production) "ดุลยภาพ" (equilibrium) ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มโนทัศน์ทั้งหมดถูกเชื่อมร้อยด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ (mathematical method) และได้ถูกนำเสนอขึ้น เพื่อเป็นกรอบแห่งการอ้างถึง (references) โลกแห่งความเป็นจริง ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐศาสตร์ยังได้สถาปนาตนเองว่า เป็นศาสตร์ที่บริสุทธิ์ปราศจากแนวคิดในเรื่องคุณค่า อคติหรือความโน้มเอียงใดๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เศรษฐศาสตร์กระแสหลักสนับสนุนหลักการตลาดเสรีอย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวได้ว่า เศรษฐศาสตร์ได้สร้างโลกความจริงเสมือนขึ้นมาอีกใบหนึ่ง (ดังเช่นโลกในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix ซึ่งเป็นอีกเรื่องโปรดของผู้เขียน ถ้ามีโอกาสคงได้เขียนถึงในวันข้างหน้า) เป็นโลกเสมือนที่มีโครงเรื่องหลักอยู่เพียงพล็อตเดียว และเรื่องราวถูกบอกเล่าผ่านสายตาอันคับแคบของ "สัตว์เศรษฐกิจ" ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเศรษฐศาสตร์ ก็เหมือนกับสังคมศาสตร์สาขาอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า และสำนักความคิดที่หลากหลาย หากแต่ภายใต้โครงข่ายแห่งความเป็นกลไกนิยม ทำให้สำนักคิดทางเลือกอื่นๆ นั้น ได้ถูกเบียดบังออกไปสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเศรษฐศาสตร์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก) ดูเหมือนจะลืมการดำรงอยู่ของกระแสความคิดอื่นของตน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวมาร์กซิสม์ สถาบันนิยม สตรีนิยม ฯลฯ ที่ต่างพยายามสร้างเรื่องเล่า เกี่ยวกับเศรษฐกิจของตนเองที่แตกต่างกันออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงถึงเวลาแล้วที่นักเศรษฐศาสตร์ควรจะเอาอย่าง "ราโชมอน" โดยพยายามสร้างเรื่องราวของตนให้หลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งไม่ควรที่จะสถาปนาความเป็นจริงที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ และอวดอ้างถึงความบริสุทธิ์แห่งศาสตร์ของตนเอง เศรษฐศาสตร์ควรจะเปิดรับการสร้างเรื่องราวที่หลากหลาย นอกเหนือจากวิธีวิทยาในแบบของตน สำหรับผู้เขียนเชื่อว่า การประชันกันของ "ความจริง" อันหลากหลาย จะสร้างคุณูปการทางด้านความคิดให้กับเศรษฐศาสตร์ มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขออย่างเดียวเศรษฐศาสตร์อย่าเลียนแบบวิธีการหาความจริง โดยอัญเชิญเจ้าเข้าทรง เหมือนในหนังตอนที่มีการอัญเชิญวิญญาณ ของซามูไรมาให้การก็แล้วกัน...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-3499324874170158076?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/3499324874170158076/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=3499324874170158076&amp;isPopup=true' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/3499324874170158076'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/3499324874170158076'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2007/09/blog-post.html' title='ดูหนัง-ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ ตอน ราโชมอน'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-4551372339236344576</id><published>2007-07-22T13:18:00.000+07:00</published><updated>2007-07-22T13:32:24.671+07:00</updated><title type='text'>มุซาชิจากประวัติศาสตร์สู่วรรณกรรม จากวรรณกรรมสู่การ์ตูนเรื่องเยี่ยม</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;มุขหาแดกของผมมาอีกแล้ว.......&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;งานเขียนครั้งนี้เป็นของเพื่อนผมครับ ซึ่งถือว่าเป็นคนที่คลั่งไคล้นิยายมุซาชิและการ์ตูนวากาบอนเข้าขั้นทีเดียว แต่จะบ้าคนเดียวมันก็กระไรอยู่ ว่าแล้วมันจึงจรดคีบอร์ดระบายความคลั่งไคล้และเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจมาให้ทุกท่านได้ทัศนากัน แน่นอนว่างานนี้ผมไม่คิดเองอีกแล้วครับ เอาของเพื่อนมาลงอีกเช่นเคย เห้อ......นอกจากไม่มีงานทำแล้วยังมักง่ายอีก เห้อออ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;แต่คิดว่า blog ตอนนี้คงถูกใจผู้ที่ชื่นชอบมุซาชินะครับ ส่วนงานที่ผมเขียนเองคิดว่าคราวหน้าคงได้ยลกันแน่นอน อิอิ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;เอ้อ เนื้อหามีการสปอยล์นะครับ ต้องบอกไว้ก่อน เด๋วผมจะพาลโดนด่าเอาได้ง่ายๆ ฮ่าๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;----------------------------------------------------------&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;วันที่ 15 กันยายน ปี  ค.ศ. 1600 ณ ทุ่งเซกิงาฮาร่า  ผมได้รู้จักบุคคลประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น “ทาเคโซ” หรือที่เรารู้จักในนาม ”มิยาโมโต้ มูซาชิ “(ค.ศ.1584-1645)    ยอดซามุไรอัจฉริยะผู้ผ่านการต่อสู้แบบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาไม่ต่ำกว่าหกสิบครั้ง และไม่เคยแพ้แม้แต่ครั้งเดียว  มูซาชิยื่นดาบเข้าฟาดฟันสมรภูมิชีวิตต่อหน้าผมผ่านลายเส้นสวยๆใน “VAGABOND” การ์ตูนสุดคลาสสิคของ อ.ทาเคฮิโกะ อิโนะอุเอะ (ผู้เขียน Slamdunk)  ที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกถึงความเหนือชั้นของลายเส้นและอภิปรัชญาที่แฝงมากับการขัดเกลาตนเองสู่ มรรคาแห่งดาบ ของมูซาชิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวัยสิบเจ็ดปีมูซาชิและมาตาฮาชิเพื่อนรักของเขา ได้เข้าร่วมกับฝ่ายโอซาก้าในฐานะทหารเลว ณ สงครามทุ่งเซกิงาฮาร่า ผู้ชนะในครั้งนั้นคือฝ่ายโตกุงาว่า   อิเอยาสุ ทำให้มูซาชิต้องหลบหนีกลับบ้านเกิดในฐานะผู้แพ้สงคราม  ถูกทหารฝ่ายตรงข้ามตามล่าและถูกนางโอสุหงิ ผู้เป็นแม่ของมาตาฮาชิ ตามจองล้างจองผลาญอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพราะเข้าใจผิดคิดว่ามูซาชิพาลูกนางไปตาย (จริงๆแล้วมาตาฮาชิยังไม่ตายแต่หลบหนีไปอยู่กินกับผู้หญิงคนหนึ่งที่พบกันระหว่างหลบหนีข้าศึก) มูซาชิในวัยหนุ่มเปรียบเสมือนสัตว์ป่ากระหายเลือดต่อสู้ฆ่าฟันผู้คนมากมายเพื่อให้ตัวเองรอด จนได้มาพบกับ ทาคุอัน พระนิกายเซ็นผู้ช่วยให้มูซาชิรอดพ้นจากการตามล่าของทางการและทำให้เขาได้ออกมาใช้ชีวิตพเนจรเพื่อมุ่งสู่หนทาง“หนึ่งในปฐพี”การท้าดวลโดยสัญชาติญาณดิบทำให้เขาชนะคู่ต่อสู้มากมายแต่เมื่อยิ่งเจอคู่ต่อสู้ที่เก่งขึ้นเรื่อยๆเขาก็ยิ่งตระหนักว่าแท้จริง วิถีบูชิโด(การเข้าสู่อภิมรรคด้วยวิชาดาบ)ที่เขาไฝ่ฝันนั้นยังห่างไกลยิ่งนัก สัญชาติญาณการฆ่าฟันและพละกำลังไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เป็นหนึ่งในปฐพีได้ ในคืนที่เขาลอบไปในปราสาทของ ยางิยู เซคิซูไค เขาได้สัมผัสถึงสภาวะ”ดาบอยู่ที่ใจ”จากกระแสจิตของปรมาจารย์ดาบสายยางิวอย่างเซคิซูไค ทำให้มูซาชิเข้าใจว่าหนทางที่จะเป็นจอมดาบอันดับหนึ่งนั้นยังอีกยาวไกล หลังจากนั้นเขาได้ย้อนกลับมาสู่การฝึกฝนสภาวะภายใน น้อมจิตสู่ภาวะธรรมชาติ ยึดเอาภูเขา  สายน้ำเป็นอาจารย์ และแล้วโชคชะตาก็นำพาเขามาพบกับ “โคเอ็ทสุ”ช่างตีดาบผู้มีอัจฉริยะในศิลปะ โคเอ็ทสุผู้นี้เองได้นำพามูซาชิมาสู่โลกแห่งศิลปะซึ่งก็ทำให้เขาได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วศิลปะไม่ว่าแขนงใดๆกรวมไปถึงวิชาดาบล้วนต้องอาศัยกายและจิตที่ประสานรวมกันเป็นหนึ่ง การฝึกฝนศิลปะเป็นอุบายหนึ่งเพื่อขัดเกลาจิตใจและร่างกายให้หลอมรวมกัน (จากหลักการอันนี้เมื่อเขาได้เห็นการตีกลองญี่ปุ่นในงานรื่นเริงแห่งหนึ่งและได้เห็นการใช้สองมือตีกลอง วิชาดาบคู่ของมูซาชิจึงถือกำเนิดขึ้น) คู่ต่อสู้คนสุดท้ายของมูซาชิคือ ซาซากิ  โคจิโร่  นักดาบผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น ท่าไม้ตายของเขาคือ นกนางแอ่นเหินลม เป็นการตวัดดาบสองจังหวะโดยใช้ดาบที่มีความยาวพิเศษกว่าดาบทั่วไป  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ก่อนการปะลองในครั้งนี้มูซาชินั่งวาดภาพไปเรื่อยๆเพื่อให้จิตใจของเขาได้ปลดปล่อยเป็นอิสระหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  ระหว่างนั่งเรือไปยังสถานที่นัดประลองเขานำพายมาตัดเป็นดาบยาว ด้วยการเดินทางแบบเรื่อยๆเอื่อยๆทำให้เขามาถึงที่ประลองช้าไปถึงสองชั่วโมง (เพราะมัวแต่นั่งวาดภาพ) สภาพจิตใจที่สงบนิ่งเป็นหนึ่งเดียว กับดาบที่เหลามาด้วยตัวเองทำให้เขาเอาชนะ โคจิโร่ได้ หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ต่อสู้กับใครอีกเลย (ในตอนนั้นมูซาชิอายุประมาณยี่สิบเก้าปี เขากล่าวว่าชั่วชีวิตนี้เขาคงหาคู่ต่อสู้ที่เก่งเท่าโคจิโร่ไม่ได้อีกแล้ว) ชีวิตในช่วงต่อมาเขาอยู่กับงานศิลปะทั้งวาดภาพ  แกะสลัก และฝึกฝนวิชาดาบ (มีลูกศิษย์ด้วยครับ)จนเมื่ออายุได้ห้าสิบเขาจึงรู้ว่าตนเองได้บรรลุมรรคาแห่งดาบแล้ว ผลงานสุดท้ายในชีวิตมูซาชิคือคัมภีร์ห้าห่วง(โกะรินโนโฉะ) ซึ่งเขาเรียกวิถีแห่งดาบเขาว่า “นิเท็นอิจิริว”(ทวิภพบรรจบเป็นหนึ่งเดียว) มีส่วนของการฝึกฝนใจตนเอง ซึ่งเป็นประโยชน์มากแม้ในปัจจุบัน คนรุ่นเราก็สามารถนำมาใช้ได้ (ถ้ามีโอกาสจะนำหลักการฝึกตนในคัมภีร์ห้าห่วงมานำเสนอต่อไปนะครับ)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ทั้งหมดที่ร่ายมายาวเนี่ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งในช่วงชีวิตอันยาวของ มูซาชิ (ในการ์ตูนยังไม่จบนะครับ มีทั้งความรัก   ความแค้น  ฯลฯ) รายละเอียดที่ทำให้ผมเข้าใจเนื้อเรื่องได้ลึกซึ้งกว่าเนื้อหาในการ์ตูนก็เพราะปกการ์ตูนที่เขียนว่า”จากบทประพันธ์เดิมเรื่อง มิยาโมโต้ มูซาชิ โดย เอจิ  โยชิกาว่า” เลยทำให้ไปหาอ่านฉบับแปลที่ใช้ชื่อว่า “มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์” ความหนาประมาณ 600 หน้า (ซึ่งย่อมาจากต้นฉบับซึ่งมีถึง 1,500 หน้า)แต่อ่านแล้วก็ทำให้เข้าใจมุมมองของมูซาชิ รวมถึงการวางกลยุทธ์จนสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เนื้อหาที่มีการตีความแตกต่างกันของฉบับท่าพระจันทร์และฉบับการ์ตูนมีดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-โคจิโร่ตัวจริงไม่ได้เป็นใบ้และหูหนวกแถมยังมีนิสัยขี้อิจฉาริษยามูซาชิตลอด  โดยเขาเป็นคนดั้นด้นเรียนวิชาดาบกับ"คาเนมากิ จิไซ"เองไม่ได้ถูกจิไซเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเด็ก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-ในบทประพันธ์ดั้งเดิมไม่มีการกล่าวว่าโคจิโร่เคยร่วมเดินทางฝึกวิชาไปกับจอมดาบยะโกโร่ลูกศิษย์ของจิไซ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-โยชิโอกะ เซจูโร่เจ้าสำนักจอมสำราญแห่งสำนักโยชิโอกะ  ไม่ได้ถูกมุซาชิสังหารแต่ถูกมูซาชิฟันแขนจนพิการจับดาบไม่ได้อีกตลอดชีวิต (และตัวละครในบทประพันธ์ดั้งเดิมก็ไม่ได้เก่งขนาดฟันมุซาชิซะจนเป็นแผลทั่วตัวอย่างนั้นแต่เรียกว่าอ่อนสุดๆ)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-เด็นชิจิโร่ประลองกับมุซาชิจริงแต่แอบขี้โกงตอนประลองโดยให้คนในสำนักลอบมาแทงมูซาชิด้านหลัง  แต่มูซาชิไหวตัวก่อนจึงสังหารเจ้านั่นตามติดด้วยเด็นชิจิโร่อย่างรวดเร็ว (ในบทประพันธ์ไม่มีญี่ปุ่นมุงโยชิโอกะจึงทำการโกงหน้าด้านๆ)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-พอเจ้าสำนักทั้งสองหนึ่งหมดสภาพหนึ่งสิ้นชีพ  ศิษย์โยชิโอกะทั้งหมดจึงท้าประลองกับมูซาชิแบบหมาหมู่  โดยตั้งให้เด็กน้อยซึ่งเป็นญาติของโยชิโอกะมาประลองแทนแต่เพียงในนาม  แถมมีการขี้โกงแอบเอาพลแม่นปืนไปซ่อนตัวบนต้นไม้ด้วย (ขี้ขลาดจริงๆแต่สุดท้ายก็ไม่พ้นหูพ้นตาพระเอกของเรา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-การประลองกับเหล่าโยชิโอกะแบบหมาหมู่ทำให้มูซาชิเผลอใช้ดาบคู่ออกมาโดยบังเอิญ  ทำให้เขาเริ่มคิดค้นวิชาดาบคู่ซึ่งจะกลายมาเป็นท่าวิชาประจำตัวอันโด่งดังของเขาในภายหลัง (ส่วนโคจิโร่จะมีท่า"เพลงดาบนกนางแอ่น"ซึ่งต้องใช้ควบคู่กับดาบซามูไรที่ยาวมากซึ่งเป็นอาวุธประจำตัว)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-ในนิยายไม่ได้มีการกล่าวถึงว่าอะก็อน(ลุงของมาตาฮาชิ)ถูกโรนินสองคนทำร้ายจนเสียชีวิตระหว่างที่เขาไปเตร็ดเตร่อยู่แถวป่าของชิชิโดะ ไบเค็ง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-ชิชิโดะ โบเค็งในบทประพันธ์ไม่ได้มีฝีมือสะท้านฟ้าแบบนั้น (แต่ที่เหมือนกันคือเป็นน้องของโจรป่าที่พระเอกฆ่าตอนแรกมาสวมรอยแทนที่ไบเค็งคนเดิมและมีวิชานินจา)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-ในบทประพันธ์การประลองกับโยชิโอกะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของมูซาชิเท่านั้น  ต้องใช้เวลาอีกเป็นสิบปีกว่าที่เขาจะมีชื่อเสียงโด่งดังและได้มีโอกาสประลองกับโคจิโร่&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-ในนิยายมุซาชิเคยปลีกวิเวกไปทำไร่นาและสอนหนังสือด้วยล่ะ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-ตอนไปเที่ยวงานวัดมุซาชิเห็นคนกำลังถือไม้กลองคู่ตีกลองยักษ์อยู่เขาจึงฉุกคิดและนำมาปรับเป็นวิชาดาบคู่อันลือลั่น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;.......ยังมีอีกมากมายถ้าสนใจหา มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์มาอ่านเพิ่มเติมได้ครับ..........&lt;br /&gt;(เนื้อหาในส่วนความแตกต่างของบทประพันธ์เดิมกับการ์ตูน นำมาจากคุณเจไดหนุ่ม ในพันทิปครับhttp://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5611174/A5611174.html) &lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-4551372339236344576?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/4551372339236344576/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=4551372339236344576&amp;isPopup=true' title='7 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/4551372339236344576'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/4551372339236344576'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='มุซาชิจากประวัติศาสตร์สู่วรรณกรรม จากวรรณกรรมสู่การ์ตูนเรื่องเยี่ยม'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-3053491404190628942</id><published>2007-06-25T16:44:00.000+07:00</published><updated>2007-06-25T17:02:58.562+07:00</updated><title type='text'>Academy Fantasia : ปฏิบัติการฝันถูกล่า?</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ผมคิดว่าทุกท่านที่เผลอไผลเปิดเข้ามาดู blog ของผมคงตกใจน่าดูกับการ update ที่รวดเร็วทันใจในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนใน blog นี้เลยนะจะบอกให้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่าพึ่งคิดไปไกลครับ ผมมักง่ายเอาของเก่ามาขายอีกแล้ว ฮ่าๆ อันนี้เป็นบทความของผมที่พึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อเร็วๆนี้เองครับ และเพื่อให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ผมจึงไม่รีรอเอามาลงใน blog อีกรอบสำหรับบางคนที่ไม่ได้ติดตามอ่านกรุงเทพธุรกิจ (จริงๆ ผมเองก็อายที่จะบอกว่าไม่ได้อ่านเหมือนกัน แหะๆ) อย่างไรก็ตามสำหรับบทความนี้ต้องให้เครดิตพี่เปี๊ยกที่ช่วย edit ขัดเกลา ทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ยังไงก็ขอรบกวนสำหรับครั้งต่อๆไปด้วยนะคร้าบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอเชิญทัศนา......................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Academy Fantasia : ปฏิบัติการฝันถูกล่า??&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองบ้านสามย่าน : นรชิต จิรสัทธรรม กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน 2550&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน หนังสือ “The Great Transformation” ของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Karl Polanyi ได้ถูกตีพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยสาระสำคัญคือการพูดถึงการอุบัติขึ้นของภาวะสมัยใหม่ (modernity) ที่ระบบตลาดได้สถาปนาตนเองไปอยู่ทุกอณูของสังคม และแทนที่ตลาดจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางสังคม ความสัมพันธ์ทางสังคมได้กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกตลาดดูดกลืนเข้าไป ทำให้ตลาดกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเราแนบแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้แต่ “มนุษย์” ที่มีชีวิตจิตใจ เมื่อได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาด ก็กลับโดนปฏิบัติเฉกเช่นสินค้าทั่วไป หยาดเหงื่อและพลังแรงงานไม่ได้มีค่าอะไรมากกว่าสินค้าที่แลกเปลี่ยนกันในตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลพวงของพัฒนาการที่ระบบตลาดได้เข้ามามีบทบาทนำในชีวิตเราอย่างแนบแน่น ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้กลายเป็นสินค้าไปเสียสิ้น และเมื่อลองมองย้อนมาดูสังคมในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่พลังแรงงานเท่านั้นที่ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าและแลกเปลี่ยนกันในตลาดแรงงาน แต่ยังได้เกินเลยไปถึงการนำเอา “ชีวิต” และ “จิตใจ” ของมนุษย์ มาผ่านกระบวนการทำให้กลายเป็นสินค้า (commodification) ร่างเนื้อและจิตใจของมนุษย์ได้กลายมาเป็นสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคเสพเข้าไปเพื่อความบันเทิงเริงใจ หรือใช้เป็นเครื่องบำบัดความกำหนัด ทั้งในรูปแบบที่โจ่งแจ้ง เช่น การค้าประเวณี หรือที่ซับซ้อนกว่า เช่น รายการจำพวก Reality Show ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่มนุษย์ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าเต็มรูปแบบ เพื่อการแสวงหากำไรผ่านเครื่องมือการสื่อสารและแผนการตลาดขององค์กรธุรกิจภาคเอกชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายการ Academy Fantasia เป็นรายการประเภทนี้ที่มีได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะว่ารายการนี้ถือเป็นเจ้าแรกๆ ที่ได้เข้ามายึดพื้นที่ในจิตใจของผู้ชมในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องมาจนถึง season ที่ 4 แล้ว โดยรูปแบบมาตรฐานของรายการคือการนำเหล่า “นักล่าฝัน” ทั้ง 12 คน (แต่เท่าที่ทราบมาใน season นี้ ทางรายได้ปรับเปลี่ยนกติกาเล็กน้อย กล่าวคือจะเฟ้นหาผู้เข้ารอบ 20 คนสุดท้ายจากทั่วประเทศก่อน จากนั้นจึงทำการโหวตให้เหลือ 12 คนเพื่อให้เข้าไปอยู่ในบ้าน Academy) ที่ได้รับการคัดเลือกมาจากทั่วประเทศมาอยู่ร่วมกันในบ้าน Academy เพื่อฝึกฝนวิชาการแสดง การเต้น การร้องเพลง ฯลฯ ภายใต้คำชี้แนะของคุณครูหลายท่านซึ่งมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป&lt;br /&gt;แต่เพราะเป็นรายการที่เน้นการมีส่วนร่วมและสื่อสารระหว่างกันระหว่างผู้ชมและผู้เข้าแข่งขัน และเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมดู ในส่วนของวิธีการร่วมสนุกของผู้ชมจึงมีการส่ง sms เข้าโหวตหมายเลขที่ตนชื่นชอบ ยิ่งส่งมากโอกาสที่ผู้เข้าแข่งขันที่ตนชื่นชอบจะเข้ารอบจะยิ่งมีมากขึ้น ถึงกับมีเรื่องเล่ากันมาว่าบางคนเสียเงินค่าโทรศัพท์ให้กับการโหวตต่อเดือนเป็นจำนวนถึงหลักพันหลักหมื่นเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของการปลุกเร้าอารมณ์การมีส่วนร่วม ไฮไลต์ของรายการนี้จะอยู่ที่วันเสาร์ของทุกสัปดาห์ โดยนักล่าฝันทุกคนจะต้องแสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าผู้ชมตามโจทย์เพลงที่ตนได้รับแตกต่างกันไป ก่อนที่เหล่า commentator จะทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์การแสดงของแต่ละคน และแต่ละสัปดาห์จะต้องมีผู้เข้าแข่งขันจำนวน 1 คน ที่ได้รับผลโหวตจากผู้ชมน้อยที่สุดและต้องออกจากบ้าน Academy ไป คนที่ได้รับผลโหวตมากที่สุดและสามารถยืนหยัดเป็นคนสุดท้ายจะกลายเป็นแชมป์นักล่าฝัน พร้อมกับของรางวัลมากมาย ทั้งรถ ทั้งบ้าน ฯลฯ รวมไปถึงโอกาสที่จะได้โลดแล่นในวงการมายา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าภาพที่ตามมาของบรรดานักล่าฝันจะเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ได้เข้าถึงโอกาสการแจ้งเกิดกลายเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือพวกเขาเหล่านั้นได้กลายมาเป็นหนึ่งในกระบวนการสะสมทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในกรณีของกลุ่มทุนเจ้าของรายการ ผู้ให้การสนับสนุนรายการ หรือกลุ่มที่จะนำเอาบรรดานักล่าฝันไปใช้ในการสร้างภาพลักษณ์สินค้าเพื่อแสวงกำไรทางธุรกิจต่อไปในภายหน้า แม้ว่าเหล่านักล่าฝันจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพิจารณากรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กระบวนการสะสมทุนภายใต้ระบบทุนนิยมได้นำพาความรุนแรงแบบใหม่มาสู่เรา ซึ่งต่างจากสังคมสมัยก่อน ดังเช่นในเรื่องของการค้ามนุษย์ การค้าทาส ที่การควบคุม กดขี่ เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อเทียบกับเหล่านักล่าฝัน เราจะเห็นความเหมือนที่แตกต่าง สิ่งที่เกิดขึ้นคือพวกเขาจะถูกจับตาอยู่ตลอดทั้ง 24 ชม. ทุกอย่างล้วนเป็นการดำเนินชีวิตและกิจกรรมที่ดูเหมือนธรรมดา แต่กลับไม่ธรรมดา เพราะมันมากับความ “เนียน” ที่ทำให้แม้กระทั่งผู้ที่ถูกกระทำอยู่ไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวอยู่เลยว่าทุกย่างก้าว ทุกการกระทำ ทุกการแสดงออกทางอารมณ์ของนักล่าฝันนั้นได้ถูกทำให้กลายเป็น “วัตถุ” ที่คอย “ปลุกปั่น” อารมณ์ของผู้ชมให้ทำการโหวตคะแนนให้กับเหล่านักล่าฝัน และโฆษณาสินค้าหลากหลายประเภทที่แฝงตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ในที่อยู่อาศัยของพวกเขา อีกทั้งเกือบทุกอิริยาบถของบรรดานักล่าฝันในบ้าน Academy ได้ถูกนำมา “ผลิตซ้ำ” ผ่านรายการในพันธมิตรเครือข่ายของผู้ผลิตอย่างนับไม่ถ้วนและต่อเนื่อง เพื่อปลุกปั่นอารมณ์ผู้ชมให้ใช้บริการโหวตผ่าน sms โดยรายได้จากการโหวตได้ทะลักไหลไปเข้าสู่กระเป๋านายทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และสอดคล้องกับแผนการตลาดที่ได้วางไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อสังเกตประการหนึ่งต่อกระแสความนิยมที่มีต่อรายการนี้อย่างล้นหลาม คือภาพสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของสังคมบางประการ ความโหยหาความฝันอันบริสุทธิ์ของผู้คนในสังคมทุนนิยมที่ทุกคนต่างแย่งกันไขว้คว้าเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ความสัมพันธ์ในระบบตลาดที่จำกัดความลึกของความสัมพันธ์มนุษย์ให้อยู่ในกรอบของการแลกเปลี่ยนเป็นสำคัญ จนบางครั้งอาจจะทำให้ลืมความฝันเหล่านี้ไป ดังนั้นแล้วนัยของการเข้าไปมีส่วน “ร่วมฝัน” ไปกับเหล่านักล่าฝัน ผ่านการโหวตทางโทรศัพท์มือถือ จึงอาจถือได้ว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มความบกพร่องตรงจุดนี้ได้ แต่ด้วยกรอบลักษณะของกิจกรรมนี้เอง ความสัมพันธ์ระหว่างนักล่าฝันและผู้รับชมรายการก็เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์แบบตลาดที่ดำเนินผ่านตัวเงินเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผ่านบริการของบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมในการแสดงออกถึงความชื่นชอบและรสนิยมส่วนบุคคล การรับสารโฆษณาแฝงที่เร้นตัวมากับรายการ หรือการบริโภคสินค้าที่เกี่ยวพันกับรายการในภายหลัง ผู้ชมจึงเป็นผู้ถูกกระทำ ผู้ผลิตซ้ำความสัมพันธ์ และเป็นสินค้าในบางกรณีด้วยเช่นกันเช่น การสมัครเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้แข่งขัน เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนฐานวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างกำไรขององค์กรธุรกิจและกลุ่มทุนเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายหลักของผู้เขียนคงไม่ได้อยู่ที่การก่นด่ารายการดังกล่าว หรือจู่โจมระบบทุนว่ามันแย่ไปเสียทั้งหมด เพราะเราคงไม่สามารถปฏิเสธคุณูปการบางอย่างจากมันได้ และที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าสังคมสมัยใหม่จะมีความรุนแรงมากกว่า หรือแย่กว่าสังคมแบบเก่า หากแต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงความแยบยลของระบบทุนนิยม ในการดำรงไว้ซึ่งความพันธ์แบบขูดรีดของตนเอาไว้ ถึงขนาดที่ผู้ถูกกระทำหรือถูกทำให้กลายเป็นสินค้านั้นไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ และแทนที่นายทุนจะต้องขอบคุณผู้เข้าร่วมแข่งขันฐานะที่ยอมพลีกายเป็นเครื่องมือในการแสวงหากำไร กลับกลายเป็นว่าผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นฝ่ายขอบคุณรายการที่ได้หยิบยื่นความสำเร็จให้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าความสัมพันธ์ที่กลับตาลปัตรดังกล่าวคงหาที่ไหนไม่ได้แล้วนอกจากบนโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ เพราะขนาดความฝันของเรายังไม่สามารถรอดพ้นจากการตามล่าของมันไปได้เลย!!&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-3053491404190628942?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/3053491404190628942/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=3053491404190628942&amp;isPopup=true' title='11 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/3053491404190628942'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/3053491404190628942'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2007/06/academy-fantasia.html' title='Academy Fantasia : ปฏิบัติการฝันถูกล่า?'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-607425538678772619</id><published>2007-06-20T20:55:00.000+07:00</published><updated>2007-06-20T20:58:03.095+07:00</updated><title type='text'>เรียนจบแล้วคร้าบบบบ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ตอนนี้ผมเรียนจบแล้วครับ !!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะถูกต้องคือต้องบอกว่าจริงๆ จบมาได้พักนึงแล้วหละ ประมาณหนึ่งเดือนได้ แต่ที่พึ่งสบโอกาสมา up blog ก็เพราะว่ามัวแต่ใช้ชีวิตแบบไปวันๆ อยู่น่ะครับ ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ มีเรื่องจะบ่นเยอะเลย แต่ที่มา up ครั้งนี้คิดว่าคงเป็นการมาแปะให้มิตรรักแฟนเพลงรู้ว่า ผมยังไม่ล้มหายตายจากไปไหน ยังวนเวียนอยู่บริเวณนี้แหละครับ และหวังว่าทุกๆท่านคงสบายดีเช่นกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนชีวิตของผมในขณะนี้ก็ดำเนินไปด้วยความเรื่อยเปื่อยครับ ตื่นตอนบ่าย ตายตอนเช้า ทำอะไรก๊อกแก๊กไปเรื่อย ส่วนมากก็จะออกไปเจอเพื่อนฝูง ออนไลน์เล่นอะไรไร้สาระ และก็หางานทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่ครับ หางานทำ.........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงเรื่องหางานแล้วมันช่างดูน่าเบื่อเสียจริงๆ เพราะไอ้การที่ผมไม่มีทรานสคริปฉบับเต็มนี่แหละครับ ทำให้หมดคุณสมบัติสมัครงานในหลายๆแห่ง โดยเค้ามองว่าการที่ยังไม่ได้หลักฐานที่ทางสภามหาวิทยาลัยอนุมัติมานั้นถือว่าเรายังไม่จบการศึกษาอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจริงๆ ตรงนี้ผมก็เข้าใจนะ แต่มันก็ห้ามในใจไม่ให้เถียงไม่ได้แฮะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องมันเป็นตอนที่ผมพึ่งเรียนจบใหม่ๆ แล้วพอดีทางภาควิชารัฐศาสตร์ของ ม.บูรพาได้เปิดรับอาจารย์พอดีครับ พอเห็นปุ๊บผมก็เลยรีบโทรเข้าไปหาทางภาควิชาทันทีและบอกทางโน้นว่าผมยังไม่ได้หลักฐานที่สมบูรณ์ยังพอมีสิทธิ์ที่จะสมัครมั๊ย ซึ่งทางภาควิชาก็บอกว่าให้ลองส่งมาก่อน ผมเลยจัดแจงส่งไปทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งหลังจากนั้นผมก็ได้โทรตรวจสอบไปยังฝ่ายบุคคลของคณะครับ ได้ความว่าให้ผมไปสัมภาษณ์วันที่ เอ่อ.....วันไหนฟระ ถ้าจำไม่ผิดวันที่ 29 พ.ค. มั๊ง ตอนประมาณบ่ายสองโมง ผมก็จัดแจงจดเอาไว้ทันที เพราะหลงไปผิดวัน อีกทั้งในรายละเอียดของใบสมัครได้แจ้งไว้ด้วยว่าจะมีการสอบสอน ผมจึงทำการเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ (แต่เอาเข้าจริงๆ คืนก่อนไปสอบพึ่งเริ่มทำ slide ฮ่าๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ความชุลมุนมันอยู่ตรงที่ในวันสอบสัมภาษณ์ครับ เพราะไม่มีชื่อผมอยู่ในรายชื่อผู้สบสัมภาษณ์!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาสิครับ มีวิ่งกันให้วุ่นเลยทีนี้ ผมก็รีบเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ทันที สรุปไม่ใช่อะไร เจ้าหน้าที่ดันเอาหลักฐานของผมไปใส่ไว้รวมกับผู้สมัครของภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เพราะตรงวุฒิการศึกษาของผมมันแผ่หลาเลยว่าเป็นเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จึงไม่น่าแปลกใจที่เค้าจะจับไปปนกับส่วนนั้น เพราะเค้าลืมดู major ว่าผมจบสาขาไหนมา สุดท้ายแล้วก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งเดินเข้ามาดูแล้วก็บอกว่าน่าจะสมัครได้ ผมก็เลยโชคดีได้สัมภาษณ์ในวันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอถึงตอนสัมภาษณ์ผมก็แทบตกเก้าอี้ครับ เพราะทางคณะกรรมการสอบบอกเลยว่าผมไม่มีสิทธิ์โดยสมบูรณ์เพราะถือว่ายังเรียนไม่จบเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่สภามหาวิทยาลัยอนุมัติมา ไปๆมาๆ ก็เลยกลายเป็นการคุยกันซะงั้น สำหรับผมเองก็เข้าในนะครับว่าหน่วยงานราชการมักจะเคร่งครัดเรื่องระเบียบพวกนี้มาก แต่คิดไปคิดมามันก็เสียดายเหมือนกันนะเนี่ย อย่างไรก็ตามถือเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับการสัมภาษณ์งานครั้งแรก ว่าแต่มันจะมีอีกครั้งมะเนี่ย ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นตอนนี้ผมก็เลยว่างงานไปวันๆครับ แต่ก็ลองหาข่าวสมัครงานอยู่เรื่อยๆว่ามันมีทีไหนเปิดรับสมัครบ้าง แต่ขอบ่นหน่อยครับว่าสาขาผมนี่มันช่างแร้นแค้นเหลือคณา เพราะมีเปิดสอนกันไม่กี่ที่ครับ แถมที่ๆเปิดสอนบางแห่งมันก็ไม่เปิดรับคนเพิ่มอีก เห้อ..........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่นไปเดี๋ยวจะพาลเสียสุขภาพจิตเอา ครั้งนี้มา up สั้นๆ พอให้หายคิดถึงกันหน่อย คราวหน้ารับรองมีเนื้อๆหนังๆให้อ่านกันแน่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคงต้องขอตัวก่อนละ พรุ่งนี้มีซ้อมรับปริญญาซะด้วย (ยังไม่มีเสื้อใส่เล้ย เหอ เหอ)&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-607425538678772619?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/607425538678772619/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=607425538678772619&amp;isPopup=true' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/607425538678772619'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/607425538678772619'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='เรียนจบแล้วคร้าบบบบ'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-7517619919950102444</id><published>2007-04-14T21:52:00.000+07:00</published><updated>2007-04-14T21:54:29.753+07:00</updated><title type='text'>Mr.Gelgloog Return......</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;หลังจากที่หายไปยาวนานเกือบสามเดือน ในที่สุดวันนี้ วันดี วันสงกรานต์ผมได้ฤกษ์จรดแป้นเคาะคีย์บอร์ด update blog กับเค้าซะหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่หลักที่หายไปก็คือเทอมนี้ผมโดนวิทยานิพนธ์สูบเอาชีวิตไปครับ ช่วงแรกๆก็พอจะสามารถดำเนินชีวิตไปตามปกติได้ แต่พอตอนช่วงซัมเมอร์นี่ชีวิตมันช่างฮาร์ดเหลือหลาย ทั้งที่ตอนแรกผมกะว่าทุกอย่างน่าจะชิวๆ ลงตัวได้ตามที่คาดคำนวณไว้........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่แหละคือชีวิตครับ ทุกอย่างย่อมไม่เป็นไปตามคำนวณเสมอไปและเราคงไม่สามารถไปคอบคุมทุกอย่างให้เป็นอย่างใจด้วย แต่ถึงกระนั้นตอนนี้ผมก็คิดว่าผ่านมาได้เปลาะหนึ่งแล้วครับ เพราะสามารถนัดสอบวิทยานิพนธ์ได้ในวันที่ 19 เม.ย 50 นี้เลย (ถ้าเป็นปีหน้าคงจะปวดร้าวเกินไปสำหรับคนธรรมดาอย่างผม ฮ่าๆ) ซึ่งถ้าผ่านไปด้วยดีผมคิดว่าคงเรียนจบในปีการศึกษานี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นคราวนี้ผมจึงขอประกาศกร้าวอย่างเป็นทางการว่าจะกลับมาเขียน blog แล้วครับ !!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องจะเขียนอะไรนั้น ตอนนี้ไม่ได้คิดไว้เลยแฮะ ดังนั้นช่วงแรกอาจจะต้องฟังผมบ่นหน่อยก็แล้วกันนะฮะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกเรื่องนึงที่ผมกังวลอยู่ก็เรื่องสอบวิทยานิพนธ์เนี่ยแหละครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความเจ๋อของผมเองที่ดันไปนั่งฟังรุ่นพี่คนนึงสอบ ยิ่งนั่งฟังยิ่งเครียดครับ เครียดแทนพี่แกจริงๆว่าจะรอดรึเปล่า เครียดแทนพี่เค้าไม่พอ กลับมาเครียดตัวเองครับว่ากูจะโดนสหวิสาหกิจแบบนี้รึเปล่าวะเนี่ย แต่คิดไปก็เท่านั้นครับ กลับมาเตรียมการนำเสนอของเราให้ดีๆ ก่อนดีกว่า ซึ่งผมคิดว่ากลยุทธ์ที่ใช้ในการเตรียมตัวก็คงอยู่ที่การเตรียมรับคำถามที่จะถาโถมเข้ามาใส่เราให้ดีนั่นเอง ส่วนเรื่องการนำเสนอ หรือเรียกอีกอย่างว่าการไหว้ครูนี่ผมก็ยังไม่ให้น้ำหนักเท่ากับอันแรกนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตรงนี้แล้วก็ขอบ่นนิดนึง จริงๆผมรู้สึกเฉยๆกับการที่จะต้องนำเสนองานในตอนสอบวิทยานิพนธ์นะ การสอบวิทยานิพนธ์ในความรู้สึกผมน่าจะเป็นการทที่นิสิตและบรรดาคณะกรรมการอยู่ครบองค์ประชุมเสร็จแล้วก็โซโล่กันไปเลย ถามกันให้เคลียร์ ชี้แจงกันตรงนั้น ไม่ต้องมานั่งไหว้ครูนำเสนอ เพราะยังไงกรรมการก็ต้องอ่านมาแล้วนี่หว่า จะไปพูดซ้ำทำไมวะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าประโยชน์ของการนำเสนอนี่ก็คงมีอยู่ เช่น เป็นการจูนระหว่างเรากับคณะกรรมการให้เข้าใจอะไรตรงกันครับ เพราะบางทีการอธิบายด้วยคำพูดเราอาจจะสามารถทำได้ดีกว่าการอธิบายด้วยตัวหนังสือก็เป็นได้ อีกแง่หนึ่งการนำเสนอก็เป็นประโยชน์กับเราในแง่ที่เจอกรรมการลักไก่ไม่ได้อ่านงานเรามาก่อน ถ้าไม่มีการนำเสนอก่อนทีเนี้ยมันส์หละมึง ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่อยากจะบ่นมากไปกว่านี้แล้วแฮะ สุดท้ายนี้ผมก็ขอฝากเนื้อฝากตัวการกลับมาอีกครั้งของผมด้วยนะครับ ส่วนผมเองช่วงนี้คงจะพยายาม update เรื่อยๆครับ คิดว่าน่าจะทำให้เท่ากับของเดิมคือประมาณสองครั้งต่อเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ ตอนนี้ก็เทศกาลสงกรานแล้วนี่เนอะ เล่นน้ำเล่นท่าก็ระวังกันด้วยนะครับ ไปฉลองที่ไหนก็อย่าขับรถขับราไปเลยครับเมาแล้วขับเดี๋ยววูบไปแล้วจะซวยเอา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวัสดีปีใหม่ไทยคร้าบทุกท่าน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-7517619919950102444?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/7517619919950102444/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=7517619919950102444&amp;isPopup=true' title='12 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/7517619919950102444'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/7517619919950102444'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2007/04/mrgelgloog-return.html' title='Mr.Gelgloog Return......'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-116927301198059437</id><published>2007-01-20T12:46:00.000+07:00</published><updated>2007-01-22T01:58:05.480+07:00</updated><title type='text'>เมื่อ Mr.Gelgloog โดน TAG</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;และแล้วผมก็ต้องกลับมา up blog จนได้.........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะด้วยมารยาทหรือด้วยอะไรก็ตาม แต่โดน tag ทีพร้อมกันนี่สงสัยท่าจะรอดยาก ดังนั้นเลยต้องกลับมาเขียนอะไรซักหน่อย เพื่อตอบสนองความต้องการอันแรงกล้าของแฟนานุแฟน (มีด้วยหรอวะ??) ซึ่งอันนี้ก็ต้องขอบคุณ &lt;a href="http://thereturnofcc.blogspot.com/"&gt;เมฆบ้า&lt;/a&gt;และ&lt;a href="http://epsie.wordpress.com/"&gt;เอปซี่&lt;/a&gt; ที่อุตส่าห์ช่วยเคี่ยวกรำผมให้ได้ดิบได้ดีขนาดนี้ (แค้นนี้ต้องชำระหน่อยแล้ว เหอ เหอ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับกฏกติกา tag ก็คงไม่ต้องสาธยายกันมาก เพราะคิดว่าทุกท่านน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว กติกาง่ายๆของมันก็คือ เมื่อท่านโดน tag ก็ให้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองมา 5 ข้อ จะเป็นเรื่องลับไม่ลับไม่ว่ากัน หรือจะเมคบ้างนิดหน่อยก็คงจะไม่เป็นไร (มั๊ง?) เอาเป็นว่าเล่าให้ครบ 5 ข้อละกัน แต่แค่เล่าเสร็จไม่พอนะครับ ต้อง tag ต่อไปให้คนอื่นอีก 5 คน อืมๆๆ แถวบ้านผมเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่าเรื้อนนะเนี่ย ฮ่าๆๆ (ขำขำหนะ อย่าคิดมาก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วผมขอโซโล่เลยนะกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ไอ้ที่มีของชื่อ Gelgloog นี่ไม่มีอะไรมากครับ ผมชอบเล่นพลาโมกันดั้มมาก (ใช้ศัพท์แบบพวกโอตาคุซะด้วย ถ้าจะเรียกแบบบ้านๆก็เรียกว่าตัวต่อกันดั้มนั่นแหละครับ) แต่ก็ไม่ได้เล่นเป็นระดับมืออาชีพอะไรทำสีก็ไม่ค่อยเก่ง อาศัยใจรักครับ แล้วพอดีมันมีกันดั้มตัวนึงของผมชื่อ Gelgoog ตัวนี้ผมชอบมากเลยหละ เลยเอามาตั้งเป็นชื่ออีเมลเอาซะเลย แต่เพื่อความไม่ซ้ำผมเลยใส่ตัว L เอาไปให้มันควบคล้ำๆพอขำขำ ผลสุดท้ายก็คือได้ชื่อที่ออกมาไม่ซ้ำแบบใครเลยทีเดียว (คิดดูชื่อนี้ใน hotmail ไม่มีซักกะชื่อ เป็นไปได้นะเนี่ย...)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ส่วนใครที่อยากเรียกชื่อจริงของผมก็เชิญเลยนะ ชื่อในบัตรประชาชนของผมคือ นายนรชิต จิรสัทธรรม เกิดวันที่ 1 พ.ค. 2525 จริงๆมันก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกแต่แค่อยากบอกให้รู้กัน (แค่นี้ก็ได้อีกข้อละ ฮ่าๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ผมเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่โง่เลขมาก อืม....เอาใหม่ โง่ถึงโง่ที่สุด ด้วยสถิติการเรียนคณิตศาสตร์สมัย ม.ปลาย ที่ถ้าจะพูดในเทอมเศรษฐศาสตร์ก็คือ stable สุดๆ มีเสถียรภาพมากมาย ได้เกรด 1 ตลอดหกเทอมรวด จริงๆแล้วมีอยู่สองเทอมที่ได้ศูนย์ แต่ไม่รู้เป็นไรเทอมที่ได้ศูนย์เนี่ย ได้ 49 คะแนนทุกครั้ง และทุกครั้งที่ตกเค้าก็จะมีการยกข้อสอบ ยกประโยชน์ให้จำเลยหนึ่งข้อประจำ ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ออกข้อสอบผิดนะเนี่ย ดังนั้นแล้ว จากตกผมเลยกลายเป็นผ่านด้วยประการฉะนี้ หลังจากเข้ามหาลัยได้แล้วความควายก็ยังไม่เลิก เรียนวิชาแคลคูลัสนี่หายห่วงเลยข้อสอบมิดเทอมมีออกให้วาดรูปกราฟ ไอ้เราก็รักมหาลัยมากเกิน เลยวาดกราฟสัญลักษณ์ของ มหาลัยซะ (ตอนนั้นผมเรียนที่ มศว วาดเป็นรูป exponential สวยงาม โดยที่ไม่เกี่ยวกับโจทย์ที่แม่งให้มาเลย คิดๆไปแล้วยังรับตัวเองไม่ค่อยได้เลยเนี่ย) ผลสุดท้ายอาจารย์เอามาประกาศในห้องซะ คะแนนก็ไม่ได้ แถมได้อายอีก สรุปผมเลยกลายเป็นอีกหนึ่งตำนวนประจำรุ่นเจ้าของกราฟ มศว ฮ่าๆ (แต่ตอนหลังก็ได้ d dog ผ่านมาได้นะวิชานี้ ฉิวเฉียดมากๆๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. นอกจากเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่โง่เรื่องเลขแล้ว อีกเรื่องที่โง่มากคือเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ธุรกรรมทางการเงินนี่อย่าถามผมเชียว ไม่ค่อยรู้อะไรหรอก หุ้นตก หุ้นขึ้น ก็อย่ามาถามผมเลยผมไม่รู้ (แต่คนแม่งก็ชอบมาถามกูกันจังเลยวะ ไอ้เราก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ลูกเดียว) นอกจากโง่เรื่องเงินแล้ว วินัยทางการเงินของผมก็ห่วยมากๆ ช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมา ไม่รู้ทำอีท่าไหนติดเงินเพื่อฝูงปาเข้าไปสี่ซ้าห้าพัน ว่าแล้วมีใครให้ผมยืมซักพันนึงได้มั่งเนี่ย......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ข้อนี้อยาก present มาก หลังจากติด hi speed internet มาได้ซักพัก ผมจึงได้รู้ความจริงๆว่าประโยชน์อันสูงสุดของมันคือการโหลดหนังโป๊นั่นเอง โดยเฉพาะโปรแกรม bit torrent ผมยกให้เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ครองใจผมจริงๆ ถือเป็นอีกก้าวของมวลมนุษยชาติเลยนะเนี่ย ส่วนเวบที่โหลดประจำก็คือของ javtalk นะครับ เวบนี้ดี ไม่มี ratio แต่ช่วยเค้าแชร์หน่อยก็ดีนะคร้าบพี่น้อง ช่วยกันแบ่งปันเพื่อสังคมอันสดใส (ซู่ซ่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหม่ หมดซะละ เสียดายจริงๆ แต่ผมว่าหยุดไว้แค่นี้ดีแล้วหละครับไม่งั้นมันคงลงไปเรื่องสัปดี้สี&lt;br /&gt;ปดน มากกว่านี้แน่นอน ส่วนผู้โชคร้ายที่จะโดนผม tag รายต่อไปก็คือ.......แต่น แตน แต้น&lt;br /&gt;&lt;a href="http://spaces.msn.com/members/ouplum/"&gt;ไอ้น้องอู&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://spaces.msn.com/tame-guitar/"&gt;ไอ้น้องเทม&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://tick-skywalker.blogspot.com/"&gt;คุณติ๊ก ยัง สกายวอร์คเก้อ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://spaces.msn.com/ToraTora555/"&gt;คุณตั๊กปลาทอง &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://spaces.msn.com/members/beeboyd4/"&gt;คุณเซ้นซิทีฟ บอยด์ &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าใครโดน tag ไปแล้วก็ขออภัยด้วยเน้อ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-116927301198059437?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/116927301198059437/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=116927301198059437&amp;isPopup=true' title='69 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/116927301198059437'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/116927301198059437'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2007/01/mrgelgloog-tag.html' title='เมื่อ Mr.Gelgloog โดน TAG'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>69</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-116748336835460740</id><published>2006-12-30T19:54:00.000+07:00</published><updated>2006-12-30T19:56:08.376+07:00</updated><title type='text'>แวะมาทักทาย</title><content type='html'>แหม่.....หายไปเสียเลย หวังว่าทุกคนคงสบายดีนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่หายไปนานไม่ใช่อะไรหรอกครับ สาเหตุแรกก็ด้วยความเกียจคร้านซึ่งผมให้เป็นเครดิตสำคัญเลย ส่วนอีกเรื่องก็คงเป็นการที่หมกมุ่นอยู่กับวิทยานิพนธ์ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งผมวางโครงสร้างเอาไว้ว่าจะทำทั้งหมด 4 บทด้วยกัน โดยบทแรกเป็นส่วนของ proposal ที่ดีเฟนไปเรียบร้อยแล้ว และบทที่สองก็พึ่งเสร็จหมาดๆ เอาตอนสิ้นปี คิดว่าอีกสองบทสุดท้ายน่าจะเสร็จภายใน summer นี้ เบ็ดเสร็จเรียนไป 3 ปีเต็ม เย้ (โคตรนานเลยหวะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ต้องคอยดูกันต่อไปหละครับว่าจะเสร็จทันที่คาดหมายเอาไว้รึเปล่า ลุ้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้หันมาบ่นเรื่องทั่วไปกันบ้าง ตอนนี้อากาศก็เริ่มเย็นแล้วนะครับ มีวันนึงเย็นถึงขนาด 19 องศากันเลยทีเดียว วันนั้นผมซวยมากที่ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวไป มันหนาวขนาดไขมันอันหนาเตอะของผมไม่สามารถที่จะทานทนได้เลยครับ ดังนั้นแล้ว ท่านๆทั้งหลายก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ เดี๋ยวจะพาลฉลองปีใหม่กันไม่สนุก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงเรื่องฉลองปีใหม่ก็ขอให้สนุกกันแต่พอดีนะครับ รถราก็ต้องระมัดระวังเอาไว้ด้วย ถ้าจะไปดื่มนี่ขอแนะนำว่าไม่ควรขับรถไปเลยเชียวหละ ยิ่งปีใหม่คนก็ฉลองกันเยอะครับ โอกาสเกิดอุบัติเหตุมันก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งไอ้เรื่องการฉลองเนี่ยเราคงห้ามกันไม่ได้ ที่เราจะทำได้ก็คือต้องป้องกันไว้ก่อนแหละครับ เกิดมีเรื่องขึ้นมาแล้วจะซีด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จะฝากไว้คงเป็นสองเรื่องหลักๆ นี่แหละครับ อีกเรื่องที่อยากจะบ่นก็คือ death note เล่มจบนี่ทรมานใจผมมาก เป็นการ์ตูนที่สนุกครับ แต่จบไม่ได้เรื่องเลย อางามิ ไลท์ โดนลอกหลบหัวทิ่มเป็นหมาสิ้นเชิงไปซะงั้น (แต่มันก็คงจะต้องเป็นแบบนั้นอะเนอะไม่งั้นมันจะจบได้ยังไง ฮ่าๆ) ตอนนี้ผมเลยหันกลับมาอ่านการ์ตูนที่เก่าหน่อย แต่มันมากกกกกกกก ซึ่งก็คือ 3 คูณ 3 Eyes มีทั้งหมด 4 ภาค 40 เล่มจบครับ เป็นเรื่องราวการผจญภัยของพระเอกกับสาวสวยสามตา อ่านไปรับรองเพลินวางไม่ลงแน่ๆ เรื่องนี้เขียนมาทั้งหมด 15 ปีครับ ไม่เบาเลยจริงๆเขียนตั้งกะผมยังเป็นเด็กเล็กๆ แต่มาจบเอาตอนเกือบเข้ามหาลัยแล้วมั๊ง ความยาวน้องๆโคทาโร่เลยหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปๆมาๆ ก็เข้าเรื่องการ์ตูนจนได้แฮะ แต่คิดว่าหลังจากนี้ผมจะพยายามอ่านให้น้อยลงครับ จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นแทน (โดยเฉพาะเรื่องเรียน ฮ่าๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้แวะมาบ่นพอให้เป็นน้ำจิ้มครับ ไว้เที่ยวหน้าค่อยวางยาว อิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวัสดีปีใหม่ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-116748336835460740?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/116748336835460740/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=116748336835460740&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/116748336835460740'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/116748336835460740'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/12/blog-post.html' title='แวะมาทักทาย'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-116230486086175889</id><published>2006-10-31T21:16:00.000+07:00</published><updated>2006-10-31T21:27:40.933+07:00</updated><title type='text'>Book Review ครั้งแรกในชีวิต "Japanization" โดย อรรถจักร์  สัตยานุรักษ์</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;จริงตอนแรกกะจะไม่ up blog ซักสองสามเดือนนะเนี่ย แต่บังเอิญเชคดีเหลือเกินที่ช่วงนี้ได้มีโอก่าทำ Book Review ครั้งแรกในชีวิต ยังไงขอฝากเนื้อฝากตัวสำหรับการทำ Book Review ของผมด้วยนะครับ (เกิดมาไม่เคยทำจริงๆ แต่ที่มีโอกาสได้ทำก็เพราะความจำเป็นบางประการ ฮ่าๆ) &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กล่าวคำ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ภายใต้บริบทโลกที่ทั่วทุกอณูสามารถเชื่อมต่อด้วยกันได้อย่างง่ายดาย การหลั่งไหลของวัฒนธรรมอื่นกลายเป็นกระแสหนึ่งที่สังคมไทยจะต้องเผชิญหน้า ดังนั้นแล้วการรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคมภายนอกจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การ “รู้เขา” จึงถือได้ว่าเป็นกุญแจอันสำคัญที่จะทำให้เราสามารถตระหนักต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น (และกำลังจะเกิดขึ้น) เพื่อให้เราสามารถปรับเปลี่ยนท่าทีได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ความสัมพันธ์อันก่อเกิดมาจากพื้นฐานความเข้าใจซึ่งกันและกันต่อสังคมภายนอกได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;และภายใต้บริบทดังกล่าวเราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า “ญี่ปุ่น” ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของเรา เนื่องด้วยความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมายาวนาน รวมไปถึงการขยายเข้ามาของอำนาจทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นผ่านกระบวนการโลกาภิวัตน์ แต่ปัญหาสำคัญที่เราเผชิญอยู่ก็คือการรับรู้เกี่ยวกับ “ความเป็นญี่ปุ่น” ในสังคมไทยเป็นไปอย่างฉาบฉวย อิทธิพลของการศึกษาแบบตะวันตกทำให้โลกทัศน์ที่เรามีต่อญี่ปุ่นเป็นในลักษณะที่ตายตัว (Stereotype)  และกรอบสำเร็จอย่างตายตัวนี่ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวที่ยึดเอาโมเดลความสำเร็จของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปัญหาดังกล่าวถูกอุดไว้และเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปโดยอาจารย์อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ซึ่งได้ประมวลความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นในแง่มุมต่างๆไว้อย่างกระชับ ทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ โดยผนวกเอามิติทางประวัติศาสตร์เข้าไปเพื่อให้โลกทัศน์ที่มีต่อญี่ปุ่น (ในสายตาเรา) มีความชัดเจนยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ญี่ปุ่น : ภาพรวมและวิธีการทำความเข้าใจ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับในหนังสือเล่มนี้ อาจารย์อรรถจักร์เริ่มต้นด้วยการพิจารณาผลพวงอันมาจากมรดกทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าได้ว่าเป็นปัจจัยอันสำคัญที่ก่อร่างสร้างความญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและประสบความสำเร็จในหลายๆด้าน ณ จุดเริ่มต้นดังกล่าว ผู้เขียนได้แบ่งการพิจารณาออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกจะเป็นการมองเงื่อนไขความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ และส่วนที่สองจะมองมรดกทางประวัติศาสตร์ในฐานะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม อำนาจ ในแต่ละช่วงเวลา&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt;ผู้เขียนมองว่าภายใต้สภาพความเป็นเกาะที่ถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยวของญี่ปุ่นนั้นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “กระบวนการคัดสรร” กล่าวคือการเป็นเกาะที่แยกตัวชัดเจนทำให้ญี่ปุ่นมีความสามารถที่จะเลือก “รับ” หรือ “ไม่รับ” วัฒนธรรมที่มาจากต่างถิ่นได้ง่ายกว่ารัฐที่มีผืนแผ่นดินใหญ่และมีเขตแดนเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ซึ่งกระบวนการคัดสรรดังกล่าวมีผลอย่างมากต่อการสร้างสรรค์สติปัญญาของญี่ปุ่น โดยการรับเอาสิ่งที่มีประโยชน์จากภายนอกเข้ามาต่อยอดความรู้และภูมิปัญญาของตน จนท้ายที่สุดแล้วกระบวนการดังกล่าวจะนำมาสู่การ “กลืน” เข้ามาเป็นญี่ปุ่น นั่นคือได้ทำการรับเอาสิ่งต่างๆจากภายนอกเข้ามาเป็นของ “ตัวเอง” ได้อย่างมีพลัง ซึ่งผู้เขียนได้ยกตัวอย่างจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้หลายประเด็น แต่กรณีหนึ่งที่ (ผมคิดว่า) น่าสนใจ ก็คือการที่ญี่ปุ่นสามารถรับเอาการ์ตูน (ซึ่งสมัยนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งใหม่และเป็นสิ่งภายนอก) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพเสียจนกลืนเอาการ์ตูนให้กลายเป็นหนึ่งของวัฒนธรรมตนและขยายตัวออกสู่ภายนอกในระยะเวลาต่อมาอย่างกว้างขวาง&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt;มรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือการที่ความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” กับ “ท้องถิ่น” มีความเป็นอิสระจากส่วนกลางมาก ทำให้สังคมญี่ปุ่นสามารถพัฒนาความเป็นท้องถิ่นเฉพาะของตนได้อย่างมีพลัง และมีความสามารถในการสืบทอดจิตสำนึกความเป็นชุมชนท้องถิ่นเอาไว้ในระดับสูง ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นโดยมองย้อนกลับไปถึงสมัยโตกุงาว่าที่ญี่ปุ่นถูกทำให้เป็นดินแดนปึกแผ่น ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวส่วนกลางก็ไม่สามารถที่จะลดความเป็นท้องถิ่นของญี่ปุ่นลงได้ แม้ว่าส่วนกลางจะพยายามสร้างกลไกโดยให้บรรดาเจ้าเมืองผู้ครองแคว้นเดินทางมาเอโดะเป็นประจำเพื่อลดทอนการสะสมทรัพย์ (เพื่อที่ต้องการจะลดอำนาจนั่นเอง) แต่ท้ายที่สุดแล้วการสืบทอดอำนาจและความรู้ในตระกูลก็ยังคงเป็นสิ่งที่มีอยู่ จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิรูปประเทศในศตวรรษที่ 19&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนได้พิจารณาผ่านเงื่อนไขทั้งสองข้อโดยผนวกเอาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เข้าไปเพื่อชี้ให้เห็นว่าการศึกษาทำความเข้าใจญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนดังที่เราเคยทำกันภายใต้แบบแผนที่อธิบายญี่ปุ่นอย่างสถิตย์ (static) ตายตัว ดังนั้นแล้วการอธิบายญี่ปุ่นภายใต้ความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เราสามารถเข้าถึงความเป็นญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นด้วยการพิจารณามรดกทางประวัติศาสตร์ การพิจารณาแง่มุมดังกล่าวจึงกลายมาเป็น hallmark ในหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่เรื่องราวของการทำความเข้าใจพัฒนาการเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่ผู้เขียนพยายามลบล้างภาพความเข้าญี่ปุ่นในลักษณะแบบตายตัว (เช่นการให้คำอธิบายว่าชนชาติญี่ปุ่นเป็นคนขยันจึงประสบความสำเร็จโดยปราศจากพลวัตร โดยไม่ได้มองว่าญี่ปุ่นก็เหมือนเฉกเช่นชาติพันธุ์อื่นที่มีทั้งความขยันและเกียจคร้านคละกันไป) โดยนำเสนอผ่านขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยเมจิมาจนถึงภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 1990 รวมไปถึงการให้ภาพพัฒนาการทางการเมืองของญี่ปุ่นที่มีระบบราชการที่เข้มแข็งซึ่งมีรากฐานอันเป็นผลพวงมาจากกลุ่มชนชั้นซามูไรที่ถ่ายโอนตัวเอาเข้ามาสู่ระบบราชการ ซึ่งแม้ว่าญี่ปุ่นจะดำเนินความเป็นไปผ่านยุคสงครามจนมีการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจการเมืองหลายประการแต่ระบบดังกล่าวก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆอยู่สูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อเนื่องจากเรื่องราวของการเมืองและเศรษฐกิจ ผู้เขียนได้นำไปสู่อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่สังคมญี่ปุ่นสามารถดำรงความเป็น “กลุ่ม” ไว้ได้เป็นอย่างสูงโดยผ่านทางปัจจัยทางประวัติศาสตร์ที่ชุมชนหมู่บ้านในแบบสังคมเกษตรที่จะต้องร่วมมือทำกิจกรรมในทุกๆเรื่องจนก่อให้เกิดความแน่นแฟ้น รวมไปถึงการที่รัฐให้ความสำคัญในการสร้างจิตสำนึกกลุ่มโดยปล่อยให้ให้ชุมชนท้องถิ่นมีความอิสระ และมุ่งกระชับความสำคัญมากกว่าเพื่อเน้นไปในด้านการขูดรีดส่วนเกินจากชุมชน ซึ่งลักษณะจิตสำนึกความเป็นกลุ่มดังกล่าวของญี่ปุ่นมีความเข้มข้นมาก เข้มข้นเสียจนฝังแน่นอยู่ในระบบความนึกคิดของคนญี่ปุ่นโดยทั่วไป มรดกความเป็น “กลุ่ม” ดังกล่าวทำให้คนญี่ปุ่นจะนิยามตัวเองผ่านกลุ่ม หรือสังกัดที่ตนอยู่ มากกว่าที่จะนิยามตัวเองด้วยตัวเอง เช่นในกรณี (ที่ผมเจอในการ์ตูนบ่อยๆ) ก็คือเรื่องของการนัดบอดหรือการดูตัวที่คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญต่อสังกัดหรือกลุ่มมากกว่าความเป็นตัวตนของคู่ดูตัว โดยให้ความสำคัญกับสังกัดอาชีพหรือสถาบันที่จบการศึกษา  มาเป็นอันดับแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากเอกลักษณ์ทางสังคมแบบกลุ่มที่ชัดเจนแล้ว การนับถือศาสนาของคนญี่ปุ่นก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่แพ้กัน ภายใต้รากฐานที่สังคมมีความตึงเครียดสูง ศาสนาในญี่ปุ่นจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน โดยเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจ โดยการเปิดกว้างรับเอาพิธีกรรมของศาสนา (ทั้งต่างศาสนา หรือศาสนาเดียวกันแต่คนละนิกาย) เข้ามาในวิถีชีวิตตน ทำให้มีการประสมปนกันระหว่างพิธีกรรมต่างๆ (โดยที่คนญี่ปุ่นบางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพิธีกรรมไหนเป็นของศาสนาใด) กล่าวคือเอกลักษณ์ในการนับถือศาสนาของคนญี่ปุ่นก็คือการที่ไม่มีเอกลักษณ์ในการนับถือศาสนานั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็น theme หลักในการนำเสนอภาพของญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้ อย่างไรก็ตามผู้เขียนได้เพิ่มเติมประเด็นย่อยเข้าไปเพื่อให้การอธิบายภาพญี่ปุ่นมีความชัดเจนขึ้น โดยเจาะลงไปเฉพาะเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการผักผ่อนหย่อนใจของคนญี่ปุ่นทั้งด้านมืดและด้านสว่าง (ส่วนตัวผมคิดว่าประเด็นนี้ผู้เขียนนำเสนอได้น่าสนใจมาก เพราะได้ให้คำอธิบายต่อปรากฏการณ์ต่างๆไว้อย่างลึกซึ้ง เช่นเรื่องพฤติกรรมการดื่มเหล้าของคนญี่ปุ่นที่ภายในแฝงไปด้วยมิติที่ทับซ้อนกันหลายเรื่อง หรือการให้คำอธิบายต่อความโดดเด่นของการพักผ่อนด้านมืดสำหรับคนญี่ปุ่นที่มีความ “เกิน” ปกติเป็นอย่างมาก (เช่นการให้บริการดูผู้หญิงช่วยตัวเอง การเปิดร้านซื้อขายชุดชั้นในของสตรีที่ยังไม่ได้ซัก เป็นต้น) รวมไปถึงการวิเคราะห์กำเนิดกลุ่มชนชั้นกลางและบทบาทของพวกเขาเหล่านั้นในสังคม รวมไปถึงพิจารณาถึงกระบวนการความซับซ้อนในการสร้างและเก็บกดผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่นให้เป็นได้แค่ “แม่บ้าน” และ “เมีย” เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายของการ review คงไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอภาพรวม หรือการให้คำอธิบายถึงความเป็นญี่ปุ่นในเชิงรายละเอียด หากแต่อยู่ที่การ pin point ให้เห็นถึงวิธีการให้คำอธิบายของผู้เขียนที่พยายามใส่ความเป็นพลวัตรในทุกเรื่องราว (การอธิบายในทุกๆบทของ อาจารย์อรรถจักร์ จะใส่มิติประวัติศาสตร์เข้าไป เพื่อให้เราสามารถมองเห็น “เหตุ” ของเรื่องราวต่างๆ และนำมาอธิบาย “ภาพปัจจุบัน” ได้อย่างดียิ่ง โดยที่อาจารย์ก็ไม่ได้ละเลยการให้คำอธิบายในมิติอื่นๆที่สอดเกื้อหนุนกันไปด้วย)  เพื่อให้การทำความเข้าใจญี่ปุ่นเป็นไปอย่างดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อาทิตยานุวัตร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามบทสุดท้ายถือได้ว่าเป็นจุดไคลแมกซ์ของหนังสือเล่มนี้ โดยอาจารย์อรรถจักร์ได้แสดงความห่วงใยที่มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “อาทิตยานุวัตร” (japanization) กล่าวคือเป็นกระแสที่วัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นได้ทะลักหลั่งเข้ามาในสังคมไทย (หลังจากที่เราเคยเผชิญกับกระแส Americanization เมื่อในอดีต)  ทำให้สังคมเรามีห้วงความนึกคิดและอารมณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขึ้น วัฒนธรรมของญี่ปุ่นต่างๆเริ่มเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตเราอย่างหลากหลาย (ในความคิดผมช่องทางสำคัญในการไหลเข้ามาก็คือการผ่านทางตัวสินค้านั่นเอง) อย่างไรก็ตามความกังวลของผู้เขียนไม่ได้มีลักษณะแบบตื่นตระหนกในเชิงศีลธรรมแบบตื้นๆ  (อย่างที่พวกไทยจัดเป็นกัน เช่นเมื่อเด็กเกิดฆ่าตัวตายขึ้นก็ไปโทษวง X JAPAN) แต่ผู้เขียนพยายามจะหาช่องทางในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสดังกล่าวที่ไหลบ่าเข้ามามากกว่า&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt;ซึ่งช่องทางแรกก็คือเรื่องของเศรษฐกิจที่ผู้เขียนมุ่งไปในเรื่องของการถ่ายโอนเทคโนโลยี โดยพยายามกระตุ้นเตือนให้เหล่าบรรดาแทคโนแครตหัดคิดนอกกรอบ ออกจากลักษณะที่ซูฮก (ศัพท์นี้ผมใช้เอง) ประเทศเจ้าของทุน เพราะกลัวว่าถ้าออกนอกจริตดังกล่าวจะทำให้ไม่ได้รับการลุงทุน  รวมไปถึงควรจะมุ่งเน้นการสร้างอุตสาหกรรมของไทยให้มากขึ้นด้วย&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt;อีกแง่หนึ่งที่สำคัญมากก็คือการปรับตัวในแง่อารมณ์ความนึกคิดที่มีต่อกระบวนการกลายเป็นญี่ปุ่นโดยเน้นไปที่เรื่องของการศึกษา ซึ่งสังคมไทยไม่ได้ให้ความสำคัญในแง่นี้เท่าที่ควร แม้ว่าเราจะการสอนภาษาญี่ปุ่นอยู่เยอะ แต่กลับกลายเป็นว่าทักษะภาษากลายเป็นจุดมุ่งหมายไป ทั้งๆที่มันควรจะเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่หนทางการทำความเข้าใจสังคมญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น  ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนได้ประณามระบบการศึกษาของเราที่ลดรูปการทำความเข้าใจสังคมอื่นๆให้เหลือภาษาว่าเป็นการทำร้ายสังคมอย่างที่สุด เพราะมันไม่ได้ให้การศึกษาที่จะทำให้เราจะก้าวไปเสมอภาคกับญี่ปุ่นได้หากแต่เป็นการผลิตคนเพื่อไปเป็นเพียงคนรับใช้นายญี่ปุ่นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปัจฉิมลิขิต&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งถ้าหากเราต้องการจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับญี่ปุ่น และชี้ให้เห็นถึงทิศทางในการที่จะศึกษาสังคมญี่ปุ่นในแง่มุมที่ลึกขึ้นกว่าเดิม (โดยในเล่มนี้ก็คือการใช้วิธีทางประวัติศาสตร์) นอกเหนือไปจากนั้นผู้เขียนยังได้แสดงนัยยะในเชิงนโยบาย (อย่างกว้างๆ) อังเนื่อมาจากความกังวลในกระแส japanization ที่เกิดขึ้น (และกำลังจะเกิดขึ้น) เพื่อให้เรา (หรือประเทศ??) สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อสอดรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-116230486086175889?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/116230486086175889/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=116230486086175889&amp;isPopup=true' title='21 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/116230486086175889'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/116230486086175889'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/10/book-review-japanization.html' title='Book Review ครั้งแรกในชีวิต &quot;Japanization&quot; โดย อรรถจักร์  สัตยานุรักษ์'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>21</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-116002633784929068</id><published>2006-10-05T12:22:00.000+07:00</published><updated>2006-10-05T20:08:07.633+07:00</updated><title type='text'>ขอบ่นเรื่องการศึกษา : ภาคมโนสาเร่</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ผมขอบ่นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาอีกซักตอนแล้วกัน ซึ่งใจจริงคิดอยากจะบ่นเรื่องนี้มานานแล้วล่ะครับ แต่ติดตรงความขี้เกียจอันฝังรากลึกในกมลสันดานทำให้ผัดวันประกันพรุ่งไปเสียเรื่อย ดังนั้นมาคราวนี้เลยขอบ่นแบบเต็มๆ เสียหน่อย เอาให้แฟนหายคิดถึงเลยว่างั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเรื่องที่จะพูดคุยกันในคราวนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเขียนต่อยอดจากการที่ได้สนทนากับ น้องชลเทพ นักศึกษาด้านมานุษยวิทยา ผ่านเวบบอร์ดพันทิป ซึ่งการสนทนาดังกล่าวนอกจากจะเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดกันแล้ว ยังส่งผลให้กระตุกต่อมการเขียนของผมพอสมควรเลยทีเดียว อย่างที่รู้กันครับ ผมมันเป็นพวกต้องมีอะไรมาทิ่มๆ แหย่ๆ แยงๆ เสียหน่อย ถึงจะกระตุกต่อมเขียนให้มันทำงานได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-1-แอดมิชชั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในข้อเขียนของน้องชลเทพได้เสนอประเด็นที่น่าสนใจเอาไว้ว่าระบบแอดมิชชั่น (admission) แบบใหม่ที่ได้ถูกใช้ไปนั้นสร้างผลพวงก่อให้เกิดภาวะ “ชายขอบ” (margial) ในวงการศึกษาอย่างมาก โดยการคัดเลือกโดยใช้เกณฑ์ที่เข้มข้นทำให้กีดกันเด็กบางส่วน (และจริงๆอาจจะมากส่วนด้วยซ้ำ) ที่ไม่สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าไปอยู่ในสถาบันสังคมสถาปนาให้อยู่ชั้นบนหรือให้คุณค่าว่าดีได้ถูกทำให้กลายเป็นพลเมืองชั้น “รอง” ลงไป และผลที่ตามมาก็คือพวกเขาเหล่านั้นถูกผลักไสให้ไปอยู่ขอบริมของสังคม และโดนสังคมตราว่าเป็นนิสิตนักศึกษาชั้นล่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจะกล่าวถึงเรื่องความเป็นชายขอบแล้ว ชลเทพได้นำมโนทัศน์เรื่อง “วรรณะ” เข้ามาเพื่อทำให้ประเด็นของเขาชัดขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้วระบบแอดมิชชั่นดังกล่าวก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางวรรณะในวงการการศึกษา นิสิต นักศึกษา ที่อยู่ในสถาบันชั้นบนจะถูกยกให้มีวรรณะ เหนือกว่าสถาบันที่รองลงมา ถูกยกย่องให้มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าผู้ที่ไม่สามารถเข้าไปสู่สถาบันชั้นบนย่อมตกอยู่ภาวะ “ชายขอบ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็เพราะพวกเขาเหล่านั้นนอกจากจะถูกสังคม (บางส่วน) เมินแล้ว สังคมยังจะคอยที่จะตัดสินคุณค่าให้พวกเขาอยู่ในวรรณะที่ต่ำเตี้ย ทั้งด้านปากท้องเรื่องการการสมัครงานที่ย่อมต้องถูกนายจ้างให้คุณค่าในเกณฑ์ที่ต่ำ ทั้งในแง่สถานภาพทางสังคมที่พวกเขาถูกซ้ำเติมว่าเป็นนักศึกษาชั้นสองที่ไม่มีคุณภาพ ยังผลให้ความไม่เท่าเทียมในวงการศึกษาอยู่ไปทั่วทุกแห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่หนักเข้าไปอีกก็คือระบบแอดมิชชั่นที่ถูกนำเข้ามาใช้ได้สร้างทุกข์ให้อย่างมากมาย ด้วยการวัดผลที่ไม่มีประสิทธิภาพ การประกาศคะแนนไม่คงเส้นคงวา เดี๋ยวมีขึ้น เดี๋ยวมีลง ซึ่งแสดงถึงความล้มเหลวของระบบการวัดผลดังกล่าวอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวิเคราะห์ที่ผ่านมาของชลเทพ ทำให้ผมได้ย้อนกลับไปคิดถึงภาวะความเป็น “ชายขอบ” ในแวดวงการศึกษาว่าแท้จริงแล้วมันไม่ได้ถูกสถาปนาให้เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้เท่านั้น หากแต่ว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่การศึกษาในบ้านเรามาช้านาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นชายขอบถูกนิยามว่าเป็นการที่คน หรือกลุ่มชน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสังคม ถูกผลักไสออกจาก “ศูนย์กลาง” ให้ไปอยู่ ณ ขอบริมของสังคม ขอบริมในแง่นี้ไม่ได้หมายถึงขอบริมในเชิงภูมิศาสตร์กายภาพแต่เพียงอย่างเดียว ความหมายของมันรวมถึงขอบริมทางด้านสังคมด้วย ทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีสถานภาพที่ต่ำกว่าคนทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะชายขอบสามารถเกิดขึ้นได้หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฐานะทางเศรษฐกิจ ที่คนจนหรือผู้ที่ประกอบอาชีพที่สังคมให้คุณค่าน้อยถูกทำให้ชีวิตของพากเขาด้อยค่าลงไป หรือจะเป็นในแง่ของเพศสภาพที่เพศที่สาม (กระเทย เกย์ เลสเบี้ยน ฯลฯ) ถูกสังคมประณามและตราหน้าให้เป็นบุคคลที่ผิดปกติ ผิดกลุ่มผิดเหล่า หรือแม้กระทั่งความพิการทุพลภาพก็แสดงถึงความเป็นภาวะชายขอบเช่นกัน โดยคนเหล่านี้จะถูกผลักให้ไปอยู่ขอบริมของสังคมทำให้ขาดโอกาสในสิ่งต่างๆที่คนปกติพึงมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งตรงนี้เหมือนกับเป็นการช่วงชิงและยึดครอง “วาทกรรม” (discourse) กล่าวคือ ผู้ที่สามารถยึดครองและสร้างวาทกรรมที่บ่งชี้ได้ว่าตนเอง “ปกติ” นั้น ย่อมมีอำนาจที่จะยัดเยียดความ “ไม่ปกติ” ให้กับผู้อื่นได้ท้ายที่สุดแล้วผู้คนในศูนย์กลางที่ยึดครองวาทกรรมหลักได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นอื่น” (the others) ให้กลับกลุ่มชนชายขอบ ผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “คนอื่น” นั้นจะถูกสังคมให้คุณค่าที่ต่ำ และถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปสู่สิ่งต่างๆที่คนในศูนย์กลางได้รับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากตัวอย่างที่ยกมาแล้ว ภาวะชายขอบก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับวงการศึกษาเช่นกันดังที่ ชลเทพได้นำเสนอมา โดยมันมีกระบวนการทำให้เป็นชายขอบ (marginalization) ซึ่งก็คือระบบการวัดผลที่เรียกว่าแอดมิชชั่นที่สร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่าวรรณะขึ้นมา และนำพาไปสู่ความเลื่อมล้ำในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับผมมีความคิดที่แตกต่างจากชลเทพเล็กน้อยตรงที่มองว่าภาวะชายขอบในวงการศึกษานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้เท่านั้น เพราะเชื่อว่ามันน่าจะเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความเป็น “สมัยใหม่” (modern) ที่เกณฑ์การวัดผลทางการศึกษาถูกจัดให้เป็นระบบระเบียบ และใช้ “คะแนน” เป็นตัวตัดสินชี้ขาดคุณค่าของคน ดังนั้นแล้ว ถ้าหากมองตามภาพนี้จะเห็นได้ว่า ระบบก่อนหน้าการแอดมิชชั่นนั้นก็น่าจะก่อให้เกิดภาวะชายขอบด้วยเช่นกัน แต่เกณฑ์หรือความรุนแรงที่ใช้วัดค่านั้นอาจจะไม่หนักหน่วงเท่ากับตอนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากประเด็นที่ผมนำเสนอมาคิดว่ามีอีกทิศทางหนึ่งที่น่าคิดเหมือนกัน (ในความคิดของผมนะ) ว่าโดยเนื้อหาของความเป็นชายขอบบางทีมันไม่มีหัวมีหางไม่มีศูนย์กลางแน่นอน ในบางแง่มุม มหาวิทยาลัยของรัฐเองที่คอยสถาปนาความเหนือกว่า (ในเชิงคุณค่า) ก็ตกอยู่ในสภาวะที่เป็น "ชายขอบ" เช่นกัน เนื่องจากระบบการวัดผล สอบเข้าที่เฮงซวย ทำให้ทิศทางการให้คุณค่าของสังคมหันไปหามหาวิทยาลัยทางเลือกอื่นเพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยของรัฐ (โดยเฉพาะที่มีชื่อเสียงกลางๆ) เผชิญกับการกลับหลังหันของผู้เรียน ไปหาที่เรียนอื่นที่สามารถประกันความแน่นอนในการศึกษาให้เขามากกว่าที่จะมานั่งรอผลคะแนนที่ไม่แน่นอน และไม่แน่ว่าจะเข้าเรียนได้หรือไม่ถ้าหากว่าส่วนกลางยังคงยึดแบบแผนเดิมอยู่ ผมว่ามันอาจจะเกิดเหตุผลกลับตาลปัตรได้ กระบวนการเป็นชายขอบ อาจจะเข้าไปสู่ศูนย์กลาง กลับไปหามหาวิทยาลัยที่เคยถูกจัดให้อยู่ในสถานภาพที่สูง (โดยสังคมให้คุณค่า) ทำให้สถาบันเหล่านั้นมีสิทธิ์ที่จะ "โดนเมิน" ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าสภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อระบบวัดผลที่ศูนย์กลางใช้อยู่มันยังคงรักษาความ “ห่วย" ไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไขนี้ผมเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจจะมีความรุนแรงและชัดเจนมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามความเห็นที่ผมเสนอมานั้นคงไม่ใช่เป็นสิ่งที่อยากจะฟันธงชี้ชัดอะไรลงไป หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นถึง “กระแส” บางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นกับแวดวงการศึกษา ภาวะชายขอบที่เราเคยคิดว่ามั่นคงแน่นอนมีลำดับขั้นชัดเจน ภายใต้ยุคสมัยอันยุ่งเหยิงนี้มันถูกทำให้กลับหัวกลับทางทิศทางไม่แน่นอน เกิดเป็น “กระแส” อย่างหนึ่งที่เริ่มก่อตัวในหมู่ผู้ที่ไม่พอใจ (รวมถึงไม่สามารถผ่านเกณฑ์) ระบบการวัดผลดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะตั้งคำถามว่าปรากฏการณ์หรือกระแสดังกล่าวรุนแรงขึ้นแล้วมันจะนำพาเราไปที่ไหน สำหรับผมคิดว่ามันจะนำพาเราไปสู่ความคลางแคลงในต่อศูนย์กลางเป็นแน่แท้ แต่ด้วยแรงตึงด้านค่านิยมในที่ในสังคมไทยค่อนข้างมีสูงผมว่าการกลับหลังหันของการให้คุณค่ากับสถาบันต่างๆในเชิงสุดขั้วคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือภาระหนักจะต้องตกอยู่กับน้องๆนักเรียน รวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่จะต้องตกเป็นเหยื่อของระบบที่ไร้ประสิทธิภาพและขาดความเป็นธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-2- ความไม่เท่าเทียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกกระแสหนึ่งทีน่าสนใจก็คือเรื่องราวของการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ที่ผมได้เคยพูดเอาไว้แล้วบ้างในตอนก่อน โดยได้ให้จุดยืนในแง่ที่ไม่ได้ปฎิเสธแนวคิดเรื่องการจัดอันดับแต่อย่างใด สิ่งที่อยากจะเสริมเข้าไปก็คือการสร้างเครื่องมือการวัดผลที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งควร ลดละเลิกวัฒนธรรมรักษาหน้าแบบเก่าๆไปได้แล้ว ควรช่วยหันกลับมาหาวิธีการพัฒนาวงการศึกษาน่าจะก่อเกิดคุณูปการมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อีกเรื่องที่ควรคำนึงถึงก็คือการวัดผลควรจะการคำนึงถึง “อัตลักษณ์” (identity) ของแต่ละสถาบัน ไม่ควรที่จะใช้ความเป็นเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเข้าไปสถาปนาคุณค่าให้แต่ละสถาบันอย่างชัดเจน ควรจะเปิดช่องให้แต่ละสถาบันแสดงคุณค่าของตนด้วย ดังนั้นถ้าจะกล่าวอย่างรวมๆ ก็คือเราควรจะมีการวัดผลในเชิงทั่วไป (general) ที่ใช้วัดมาตรฐานทั้งในเรื่องการเรียนการสอน การวิจัยรวมไปถึงประสิทธิภาพทางด้านอื่น เข้าไปช่วยพยุงเพื่อรักษามาตรฐานของแต่สถาบัน ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับถึงความเป็นตัวตนของสถาบันนั้นๆด้วย สิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่ความแตกต่างที่มีการยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่ใช่สักแต่ว่าอันดับแรกเหนือยันป้าย เจ๋งกว่าเค้าเพื่อนไปหมดทุกเรื่องทุกราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมแล้วเชื่อว่าความเท่าเทียมที่แท้จริงนั้นคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาก ความแตกต่าง ความลักลั่น นี่สิถึงถือว่าเป็นความปกติของสังคม การที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเมินเฉยกับภาพดังกล่าว เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้ง (และหลายครั้ง) ความไม่เท่าเทียมกันมันก็เป็นเหตุแห่งปัญหาในหลายๆประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถาบันการศึกษาที่สังคมสถาปนาให้มีคุณค่าที่สูงมีมักจะมีแนวโน้มที่จะรักษาระดับคุณค่าของตนเอาไว้ได้ ในขณะที่สถาบันขั้นรองๆ ลงมาก็ยังคงรักษาสถานภาพระดับ “ล่าง” เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และช่วงห่างดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทีวีความห่างไกลยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชลเทพได้ให้นิยามสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการ “ผูกขาด” ทางการศึกษา เพราะสถาบันชั้นบนที่มีความเหนือกว่าสถาบันชั้นรองลงมาในทุกๆแง่อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีด้านทรัพยากรทุน ก่อให้เกิดการแข่งขัน และพัฒนาการศึกษาเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามสำหรับผมเชื่อว่านัยยะแห่งการผูกขาดมันไม่สามารถมองได้แต่เพียงด้านเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราจะมองในแง่การกระจุกตัวแล้วผมว่าบางทีมหาลัยเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเปิดอื่นๆ น่าจะมีสัดส่วนของนิสิตกระจุกตัวมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าเป็นในแง่ประสิทธิภาพในเชิงวิชาการ การเรียนการสอน มหาวิทยารัฐดูจะมีภาษีเหนือกว่า นั่นก็เพราะมีภาพลักษณ์ที่เหนือกว่ามาตั้งแต่ต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นแล้วถ้าจะมองเรื่องการผูกขาดเราจำเป็นที่จะต้องมองให้ชัดเจนว่าจะเอาเรื่องใด จะเล่นเรื่องการกระจุกตัวของเด็ก ผลประกอบการในเชิงพาณิชย์ หรือจะเล่นเรื่องการผูกขาดในการสถาปนาคุณค่าให้กับตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งกรณีหลังจะชัดเจนมากสำหรับมหาวิทยาของรัฐที่สังคมรองรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ดี (ซึ่งจริงๆมันก็ดีบ้างไม่ดีบ้างแหละวะ) แต่คิดว่าทรัพยากรทุนคงไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้มหาลัยชั้นบนสถาปนาความเหนือกว่าเอาไว้ได้ นั่นก็เพราะว่ามันมีปัจจัยด้านประวัติศาสตร์รวมไปถึงปัจจัยเชิงสถาบันอื่นๆ เกื้อหนุนมาเป็นระยะเวลานาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเมื่อระบบการให้คุณค่าไม่เท่ากัน ถ้าว่ากันตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ทรัพยากรมันก็มีแนวโน้มที่จะ “ไหล” ไปยังที่ๆให้มูลค่า (value) มากกว่า (มูลค่าในที่นี้ไม่อยากจะให้หมายถึงมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว) จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมการจัดสรร budget จึงไปลงอยู่กับมหาวิทยาลัยบน เพราะว่า policy maker ก็มักจะจัดสรรเงินไปในที่ๆเค้าคิดว่าให้ผลตอบแทนทางการศึกษาดีกว่านั้นเอง ทำให้มหาวิทยาลัยชั้นรองลงมาถูกจัดสรรในสัดส่วนที่น้อยกว่า เท่านั้นยังไม่พอ นอกจากมีการไหลของทรัพยากรทุนแล้ว ในนิสิตที่มีคุณภาพที่สูงกว่า ก็มักจะไหลไปสู่สถาบันชั้นบนที่สังคมยอมรับและให้คุณค่ามากกว่าสถาบันชั้นรองลงมา (ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นความจริงที่จำต้องยอมรับเอาไว้บ้าง) สุดท้ายแล้ววงจรอุบาทว์จึงเป็นสิ่งที่ดำเนินต่อไป มหาวิทยาลัยที่ดีก็ดีเข้าไป มหาวิทยาลัยที่โดนด่าว่าห่วยก็โดนด่าต่อไปยันชั่วลูกชั่วหลาน (แต่บางทีบางหลักสูตรมันก็คุณภาพไม่ถึงจริงๆ พับผ่าซิ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงนำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้การ “ไหล” ของทรัพยากร (ซึ่งในกรณีนี้ก็คือทรัพยากรทางการศึกษา) เป็นไปอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่ามันต้องแก้ที่ปัจจัยเชิงสถาบันครับ (institution factor) สถาบันที่กล่าวมานั้นรวมไปถึงสถาบันที่เป็นเชิงนามธรรม เช่นเรื่องของ กฎเกณฑ์ทางสังคม ระบบการให้คุณค่าต่อสิ่งต่างๆของสังคมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้คงเป็นปัญหาในระยะยาวที่จะต้องค่อยๆแก้กันไป โดยใช้เครื่องมือการวัดผลที่มีประสิทธิภาพนั่นแหละเป็นตัวช่วยนำทาง และชี้ให้เห็นถึงข้อดี ข้อเด่น ข้อด้อย รวมไปถึงอัตลักษณ์ พันธกิจ ที่แตกต่างกันของแต่ละสถาบัน ในขณะเดียวสถาบันแต่ละแห่งก็ต้องปรับเปลี่ยนยกระดับตัวเองอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงภาครัฐที่จะต้องลดความ short sight ลงไปเสียหน่อย พยายามจัดสรร budget ให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น ลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำลงมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชลเทพได้นำเสนอว่าน่าจะมีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกันระหว่างสถาบันเพื่อลงช่วงห่างดังกล่าวลง โดยการแลกเปลี่ยนคณาจารย์กันทั้งในแง่การเรียนการสอนและการทำวิจัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำนั้นลง แต่สำหรับผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว อีกทั้งคิดว่าในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากที่อยู่ๆ อาจารย์จะสลับ factorial ไปสอนที่โน่นที ที่นี่ที ส่วนเรื่องการทำวิจัยระหว่างสถาบันผมคงคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องราวเฉพาะกิจมากกว่า เพราะในความเป็นจริงแล้วการไหลเวียนของทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรมนุษย์นั้นแทบจะไม่มีความยืดหยุ่นเอาเสียเลย ไม่สามารถไหลไปมาได้เหมือนหลักทรัพย์ทางการเงินที่มีลักษณะเกือบจะเป็น perfect mobility ด้วยกฏเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวคงเป็นไปได้ยากที่เราโยกย้ายถ่ายเทสิ่งต่างๆ ได้ตามความอำเภอใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และสำหรับผมคิดว่าการแข่งขันคงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น อย่างไรก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าหากมีการแข่งขันกันบ้างมันก็จะสามารถกระตุ้นให้วงการศึกษาเกิดความคึกคักขึ้น หากการแข่งขันอยู่ภายใต้กฎกติกาที่เหมาะสม ไม่ได้เล่นนอกเกมกัน ผมว่ามันก็น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงประสิทธิภาพบ้างไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สิ่งที่ผมพยายามจะชี้ให้เห็นก็คือว่าความแตกต่างนั้นถือเป็นปกติวิสัยบนโลกใบนี้ แต่มนุษย์เรานี่เองแหละที่คอยไปตัดสินชี้ขาดและให้คุณค่ากับสิ่งที่แตกต่างให้มีระดับมากน้อยแตกต่างกันไป ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงห่างระหว่างความไม่เท่าเทียมดังกล่าวสามารถอุดได้โดยการเปลี่ยนแปลงระบบการให้คุณค่าของสังคม ร่วมด้วยการสร้างเครื่องมือชี้วัดที่มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป โดยจะหย่อนสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วความเท่าเทียมที่แท้จริงอาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ขอให้เราได้เข้าใกล้มันให้มากขึ้น....มากกว่าที่เป็นอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-3-ธุรกิจการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกวัฒนธรรมหนึ่งที่มาพร้อมกับยุคสมัยนี้ก็คือการที่ทุกสิ่งที่อย่างนั้นถูกทำให้เป็นสินค้า รวมไปถึงบริการด้านการศึกษาที่ถูกทำให้กลายเป็นธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนเท่านั้น แต่รวมไปถึงมหาวิทยาลัยของรัฐเองก็ได้กระโจนเข้ามาอยู่ในวังวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการที่ยอดฮิตก็คือการหลับหูหลับตาเปิดหลักสูตรเข้าไป ตั้งปริญญาตีภาคพิเศษเอย ปริญญาโทสารพัดภาคเอย ทั้งภาคค่ำ หรือเสา-อาทิตย์ ออกแบบหลักสูตรให้ดูน่าสนใจ สร้างวัฒนธรรมแบบ fast food ให้เกิดขึ้นในวงการศึกษา กล่าวคือ เกณฑ์การคัดเลือกก็ทำแบบง่ายๆเข้าไว้ อารมณ์ประมาณว่ากามั่วก็ยังสอบติด พอเข้ามาเรียนเสร็จก็ต้องรีบไล่ให้จบไวๆเชียว จะได้เปิดรับรุ่นใหม่เข้ามาได้ต่อเนื่อง แน่นอนว่าค่าหน่วยกิตนี่ต้องมีเป็นหลักหมื่นครับท่าน สุดท้ายแล้วก็แจกปริญญาซะ ซึ่งผมอยากจะเรียกกระบวนการดังกล่าวเป็น key word ว่า รับง่าย ถ่ายเร็ว จ่ายแรง แจกแหลก ผมไม่อยากจะบอกเลยว่ามหาวิทยาลัยบางแห่ง บางคณะนิสิตปริญญาโทมากกว่าปริญญาตรีด้วยซ้ำ ฟังแล้วขนลุกหวะ ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกกลยุทธ์หนึ่งที่ฮิตก็คือการไปเปิดวิทยาเขตครับ เปิดมันให้ทั่วไปหมด ไปมันให้ทั่วประเทศ มั่วกันให้มันส์ มีห้องแถวซักสองห้อง ก็เอาล่ะ!! เปิดเป็นมหาวิทยาลัยได้แล้วเว้ย ผมยังคิดสภาพไม่ออกเลยนะว่าจะเรียนจะสอนกันยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจะมาในรูปแบบของการเปิดสาขาแล้ว อีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการร่วมมือกันระหว่างสถาบัน โดยมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหน่อยก็จะทำการเข้าไปรุกล้ำสถาบันที่อยู่นอกเขตปริมณฑลออกไป โดยการเปิดหลักสูตรต่อเนื่อง เพราะบางสถาบันมีถึงแค่ระดับ ปวส. เท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยสามารถสร้างข้อตกลงได้โดยส่งอาจารย์ไปสอนให้จนจบระดับปริญญาตรี แน่นอนว่าปริญญาที่ได้รับย่อมมีชื่อมหาวิทยาลัยนั้นหราอยู่แน่นอน อืม....แบบนี้ใครไม่ลงหน่วยกิตต่อเนื่องไปก็คงโง่พิกลเนอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำการค้าหรือการทำธุรกิจมันไม่ผิดหรอกครับ แต่ในกรณีการให้บริการทางการศึกษามันมาทำเล่นๆเหมือนขายกล้วยแขก (ไม่ได้ต้องการจะดูถูกอาชีพขายกล้วยแขกนะ แค่เปรียบเปรยเฉยๆ)ไม่ได้ ปัญหาที่เกิดจากการมัวแต่หาช่องทางทำการค้าก็คือเรื่องของการควมคุมคุณภาพครับ ผมว่าอันตรายจริงๆถ้าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องคุณภาพผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนครับ คงจะโทษวัฒนธรรมการศึกษาเชิงพาณิชย์อย่างเดียวไม่ได้ แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมดังกล่าวมันค่อยๆบ่อนทำลายคุณภาพการศึกษาลงทีละน้อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนอีกเรื่องที่อยากจะเล่าก็คือกรณีศึกษาน่าสนใจที่เกิดขึ้นกับเพื่อนๆของผมที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวมันมีอยู่ว่าหลักสูตรดังกล่าวมีเงื่อนไขเบื้องต้นว่าผู้สมัครจะต้องมีประสบการณ์ทำงาน 2-3 ปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งเพื่อนๆของผมประสบการณ์ยังไม่ผ่านตามเกณฑ์ แต่ไม่ต้องห่วงครับ ไปๆมาๆ เข้าเรียนได้เฉยเลย ผมยัง งงๆอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปัญหามันเริ่มเกิดตอนเรียนปีท้ายๆนั่นแหละครับ นิสิตที่ประสบการณ์ทำงานไม่ถึงถูกอาจารย์ดำริให้ขยายต่อเติมเพิ่มในส่วน individual stdudy ของตัวเองออกไป โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าเลย สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่าตัวหลักสูตรเองไม่ได้มีการคัดเลือกอะไรที่แข็งขัน ข้อกำหนดทุกรับคนเข้าหลักสูตรสามารถยืดหยุ่นได้ตามอำเภอใจ แต่พอเข้ามาเรียนแล้วเกิดการเลือกปฏิบัติ (discriminate) ขึ้น ซึ่งไม่มีการแจ้งเกี่ยวกับข้อมูลในการทำ individual study ที่มากกว่าเดิมไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด ทั้งๆที่เป็นข้อมูลที่จะต้องบอกกับผู้สมัครตั้งแต่ก่อนวันลงทะเบียนวันแรกด้วยซ้ำไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจครับ ผมเชื่อว่าการที่ไม่แจ้งให้ทราบข้อมูลล่วงหน้านั้นก็เพื่อเป็นการป้องกันการ turn over ของผู้ที่มาสมัครเข้าหลักสูตร ถ้าหากผู้สมัครรับรู้ข้อมูลดังกล่าวก่อนที่จะเริ่มลงทะเบียนทางมหาวิทยาลัยก็คงจะสูญเสียรายได้ไปไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ดังนั้นการปิดบังข้อมูลไว้จึงเป็นวิธีที่มหาวิทยาลัยเลือก เกิดการรู้ข้อมูลข่าวสารไม่เท่ากัน ระหว่างผู้บริการและผู้ให้บริการ ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางเศรษฐศาสตร์เราเรียกว่า asymmetric information&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหา asymmetric information นี้ไม่ควรมองข้ามครับ เพราะสุดท้ายแล้วมันจะนำไปสู่การ “เลือกผิด” (adverse selection) ของผู้บริโภค ดังในกรณีนี้ถ้าหากว่าทุกรับรู้ข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่แรกคงไม่เลือกที่จะเรียนในหลักสูตรนี้แน่นอน หรือถ้าจะเรียนก็คงเรียนด้วยความไม่ประมาทมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนอีกเรื่องที่ผมคิดว่าไร้เดียงสาก็คือ การชดเชยประสบการณ์ทำงานด้วยการทำ individual study เพิ่ม ในมุมมองของผมคิดว่าสองสิ่งนี้มันทดแทนกันไม่ได้เลย ประสบการณ์ก็เป็นเรื่องของประสบการณ์ การวิจัยก็เป็นเรื่องการวิจัย ถ้าหากทางหลักสูตรกำหนดกฏเกณฑ์เอาไว้ว่าต้องการประสบการณ์ทำงาน ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามทีก็ควรจะยึดหลักนั้นเอาไว้เลย ไม่ใช่มายืดหยุ่นเอาตามอำเภอใจ สุดท้ายคนเสียประโยชน์คือคนที่เรียนนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงเห็นแล้วได้ว่าการให้บริการการศึกษาโดยมุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเดียวมันได้สร้างผลกระทบต่อผู้เรียนขนาดไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือเรื่องการศึกษาไม่ใช่ของล้อเล่นครับ การเปิดหลักสูตรอะไรต่างๆ เป็นสิ่งที่สามารถเปิดได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด อีกทั้งการที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ด้านธุรกิจมากเกินไปสุดท้ายมันก็เป็นการสร้างภาระให้กับสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าในกรณีนี้ภาครัฐต้องลงไปเล่นอย่างจริงจัง ผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งหน่วยงานที่เอาไว้ควบคุมคุณภาพการเปิดหลักสูตรโดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังสามารถรับเหตุร้องเรียนได้ด้วย ไม่ใช่แค่แบบทุกวันนี้ที่เขียนเสนอไปก็ผ่าน อีกทั้งไม่มีมาตามดูผลงานย้อนหลัง ปล่อยให้มหาวิทยาลัยสนุกสนานยำเด็กกันตามอำเภอใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-4- สุดท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมคิดว่าในเรื่องของแวดวงการศึกษานั้นยังคงมีอีกหลายเรื่องราวให้ต้องวิเคราะห์ วิจารณ์ ซึ่งผมจะพยายามนำเสนอในโอกาสต่อไป สำหรับความต้องการของผมนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าข้อการที่ข้อเขียนของผมมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย คอยกระตุกต่อม เตือนสติให้ได้คิดถึงเรื่องปัญหาต่างๆที่รายล้อมพวกเราอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ขอให้มีความสุขกับการศึกษาเล่าเรียนครับ (เหมือนประชดเลยนะเนี่ย ฮ่าๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ผม up blog เที่ยวนี้ได้ยาวมาก ไม่ทราบว่าผีสางนางไม้ตนใดมาเข้าสิงเหมือนกัน&lt;br /&gt;2.สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับการศึกษาที่ผมเขียนตอนก่อนสามารถดูได้&lt;a href="http://gelgloog.blogspot.com/2006/09/blog-post.html"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;เลยครับ ส่วนข้อเขียนของน้องชลเทพสามารถเข้าไปดูในได้เวบบอร์ดพันทิปทั้งเรื่อง&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K4701834/K4701834.html"&gt;แอดมิชชั่น&lt;/a&gt;และ&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K4724043/K4724043.html"&gt;การจัดลำดับ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3.เสร็จจากเที่ยวนี้ผมคงต้องขอเร้นกายหน่อยครับ คิดว่าเทอมนี้จะให้เป็นเทอมสุดท้ายแล้ว เรียนมานานเกินพอแล้ว ไม่จบไม่สิ้นเสียที อิอิ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-116002633784929068?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/116002633784929068/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=116002633784929068&amp;isPopup=true' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/116002633784929068'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/116002633784929068'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/10/blog-post.html' title='ขอบ่นเรื่องการศึกษา : ภาคมโนสาเร่'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-115943760201197626</id><published>2006-09-28T16:54:00.000+07:00</published><updated>2006-09-28T17:18:45.363+07:00</updated><title type='text'>รัฐประหาร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับตอนนี้ผมขอใช้พื้นที่ประกาศจุดยืนทางการเมืองเสียหน่อย เพราะเดี๋ยวเกรงว่าทุกท่านจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมเองไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารด้วยเหตุผลประการใดทั้งปวง การที่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้น มันก็ไม่ต่างกับการการโยนเนื้อเข้าปากเสือซักเท่าใด ดังนั้นแล้วการกระทำดังกล่าวมันจึงยังผลให้ประเทศชาติต้องแบกรับ "ความเสี่ยง" เป็นมูลค่ามหาศาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน เมื่อย้อนไปดูระบอบทักษิณ แม้ว่าจะไม่มีการทำรัฐประหารอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็กลายๆ ว่าจะเป็นการรวมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้เช่นกัน ดังนั้นแล้ว มันก็เป็นการ "เสี่ยง" เหมือนกัน ที่จะให้ประเทศชาติดำเนินไปภายใต้กลไกดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องเลือก (โดยไม่มีทางเลือก) จึงทำให้สภาพการของผมเป็นไปในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทางโน้นก็ไม่ ทางนี้ก็ไม่ แต่ก็โล่งในเปลาะหนึ่งที่การทำรัฐประหารที่ผ่านมายังไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา ผมเองก็ไม่มั่นใจว่าคณะปฎิรูปฯ จะสามารถคงสภาพ "นิ่ง" อย่างที่เป็นอยู่ได้นานขนาดไหน หากต้องเผชิญกับกลุ่มที่ต่อต้านหรือไม่เห็นด้วย หากฝ่ายที่กุมอำนาจอยู่เกิดสติขาดผึงขึ้นมา อันนี้ก็ตัวใครตัวมันแหละท่านเอ๋ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงแล้ว เรายังได้เห็นภาพที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการทำรัฐประหารเกิดขึ้นอย่างทั่วหล้า ภาพที่ประชาชน พ่อ แม่ ลูกเด็กเล็กแดง แห่แหนกันไปถ่ายรูปกับทหารและรถถัง เด็กปีนป่ายเล่นกัน แถมมีแม่ยกไปให้พวงมาลัยพร้อมด้วยเครื่องดื่มชูกำลัง เป็นภาพที่น่ารักยิ่งนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าภาพนี้มันสามารถตีความได้สองประเด็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นแรกคงเป็นไปในทางที่คณะปฏิรูปฯ ต้องการให้เป็นก็คือแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ความเป็นโคตรสยามเมืองยิ้มของประเทศไทย ที่แม้ว่าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น แต่ประชาชนก็ยังอยู่ด้วยรอยยิ้มสดใสได้ อีกทั้งยังไม่มีความรุนแรงใดๆเกิดขึ้น ในแง่นี้ถ้ามองในแง่เศรษฐกิจแล้ว ถือว่าส่งผลต่อทิศทางของนักลงทุน (ทั้งไทยและต่างชาติ) พอควรเลย เพราะหลายๆคนเชื่อว่าก่อนหน้าจะมีการปฏิวัติการเมืองค่อนข้างลุ่มๆ ดอนๆ เพราะมีหลายฝ่ายตะเบงใส่กันเหลือเกิน ซึ่งจะแลไปแล้วมันเป็นภาพที่ดูไม่นิ่งนัก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการหลังทำปฏิวัติ ที่ขาตะเบงทั้งหลายฝ่อลงไป การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเก่าออก อาจจะทำให้ภาพการเมืองเราดูนิ่งขึ้นไปกว่าเดิมก็ได้ (ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นมุมมองจากตัวผมเอง ผิดพลาดพลั้งอย่างไรก็ขออภัย และส่วนตัวผมยังเชื่อต่อไปว่า ตัวกำหนดเศรษฐกิจไม่จำเป็นที่จะต้องขึ้นอยู่กับพวกนักลงทุนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทำไงได้ ทุกวันนี้เราก็มักจะอ้างตัวนี้เป็นตัวหลักประจำ เอ้อ เลยขอตามน้ำหน่อย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระยะสั้นเศรษฐกิจคงได้รับผลกระทบ (บ้าง)แต่ในระยะยาวถ้าหากคณะปฏิรูปฯ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่ประกาศไว้คิดว่าการแกว่งตัวทางเศรษฐกิจคงมีไม่มากนัก และคงไม่ห่างจากที่ผู้เชียวชาญได้คาดการณ์ไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งในส่วนนี้ถ้าจะหาเหตุผลสนับสนุนว่าทำไมการทำรัฐประหารจึงเป็นไปได้อย่างเรียบร้อยนั้น ด้วยข้อมูลน้อยๆ และปัญญานิดๆ ของผมคิดว่า คงมาจากการวางแผนที่เฉียบขาดของหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ ที่กระทำการเข้าตี (แบบซุ่มเงียบ) อย่างฉับไวรวดเร็วทันใจกว่า พิซซ่า ฮัท อีกทั้งนายกทักษิณในขณะนั้นอยู่ที่ต่างประเทศจึงเป็นการยากที่จะแก้มือได้อย่างทันท่วงที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกข้อที่สำคัญก็คือ กลุ่มผู้คนที่เป็นศูนย์กลางทางการเมืองส่วนใหญ่คิดว่ามีใจที่ไม่เอนเอียงไปทางทักษิณเท่าใดนัก จึงเกิดอาการเจต่อต้านน้อย แต่อาการใจยังคงมีอยู่ (ฮา) ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่สงบเรียบร้อยขนาดนี้ แถมในใจลึกๆก็ไม่ค่อยจะเอนเอียงไปทางอดีตนายก ท่าทีของประชาชนจึงออกไปในทางที่จะสนับสนุนคณะปฏิรูปมากกว่าที่จะไปตะเบงต่อต้าน (ผมคิดว่ากลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกฯนั้นคงมีอยู่แน่ๆ แต่เชื่อว่ากลุ่มดังกล่าวมักจะอยู่นอกศูนย์กลางดังนั้นแล้วจึงค่อนข้างจะเป็นชายขอบพอสมควร ทำให้ขาดพลังในแง่ต่างๆ ที่จะแสดงถึงจุดยืนของตนเอง) อีกทั้งสังคมไทยเป็นสังคมที่ง่ายต่อการสยบให้กับอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากอำนาจนั้นผ่านกระบวนการให้ดูมีความศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่ พี่ไทยเราก็ยิ่งสยบต่อมันได้ง่ายเท่านั้น ผลสรุปจึงเห็นเป็นภาพที่เราพบเจอตามสื่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่สองออกจะเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเสียหน่อย นั่นก็คือสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ค่อยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เสียเท่าไหร่ พูดง่ายๆ ก็คือเราไม่รู้จักเข็ดว่างั้น ภาพที่ออกมานอกจากจะแสดงภาพลักษณ์ความเป็นสยามเมืองยิ้มอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ยังแสดงถึงความไม่ยินดียินร้ายต่อการกระทำนอกรัฐธรรมนูญ ใครจะมาก็ให้เค้ามาเถิด ปฏิวัติแล้วนิ ทักษิณไปแล้วนิ คงไม่เป็นไรหรอกมั๊ง ใช้ชีวิตแบบชิวชิวได้เลย เย้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคิดว่าเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว เราคงไม่สามารถจะปล่อยให้มันแล้วไปเฉยๆได้ และผมไม่เห็นด้วยกับการที่คณะปฏิรูปฯ ออกประกาศห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองสำหรับกลุ่มการเมืองใดๆ เป็นสิ่งที่ควรจะทำเนินต่อไป และคณะปฎิรูปฯ ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะตอบโต้ด้วยความรุนแรง ภาพที่ผมอยากเห็นก็คือการนำกลุ่มการเคลื่อนไหวต่างๆ เข้ามาคุยกันอย่างเปิดอก ตรงไปตรงมา เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน การที่ประกาศว่าให้ดำรงกลุ่มการเมืองไว้แต่ไม่มีการให้เคลื่อนไหวเนี่ยผมว่าฟังยังไงก็ไม่ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องกลุ่มทุนใหม่ไปกลุ่มทุนเก่ามา ตรงนี้ผมไม่ขอวิเคราะห์ต่อ เพราะต้องพูดอย่างละอายเลยว่าเป็นคนติดตามการเมืองน้อย จึงไม่อยากออกความเห็นในประเด็นนี้นัก แต่เห็นด้วยกับคุณ &lt;a href="http://thereturnofcc.blogspot.com/"&gt;เมฆา&lt;/a&gt;เลยว่าการที่อดีตนายกไปแล้วใช่ว่าปัญหาทุกอย่างจะหายแว้บไป ปัญหาที่เราเผชิญมันใหญ่กว่านั้นมากนัก มากกว่าการที่จะไล่คนๆเดียว (หรือทั้งกลุ่ม) ออกไปแล้วจะแก้ไขปัญหาได้หมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และอยากจะฝากถึงป้าๆ ทั้งหลายว่าอย่าพึ่งเห่อทหารกันเกินไปนัก วันไหนอารมณ์แปรปรวนขึ้นมาแล้วขี้คร้านจะหอบลิโพหนีไม่ทัน (อันนี้แซวเล่นนะครับ อิอิ) โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าท้ายที่สุดถ้าคณะปฏิรูปยอมทำตามที่ได้ประกาศเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก บ้านเมืองคงจะไปสู่ความสงบโดยเร็ว ผมเองไม่หวังอะไรมากนอกจากเห็นบ้านเมืองสงบ ผู้คนอยู่เป็นสุข มีรอยยิ้มกันถ้วนหน้า (โดยที่ไม่ได้ยิ้มถ่ายรูปคู่กับรถถังนะ เสียวหวะ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-115943760201197626?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/115943760201197626/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=115943760201197626&amp;isPopup=true' title='11 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115943760201197626'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115943760201197626'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/09/blog-post_28.html' title='รัฐประหาร'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-115869016827558913</id><published>2006-09-20T00:53:00.000+07:00</published><updated>2006-09-20T01:22:48.466+07:00</updated><title type='text'>!!!!!!!</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ปฏิวัติแล้วครับพี่น้องครับ!!&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ใครมีอะไร update ก็เชิญบอกเล่าเก้าสิบกันได้ครับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-115869016827558913?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/115869016827558913/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=115869016827558913&amp;isPopup=true' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115869016827558913'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115869016827558913'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/09/blog-post_20.html' title='!!!!!!!'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-115753924453311473</id><published>2006-09-06T17:31:00.000+07:00</published><updated>2006-09-07T19:19:14.793+07:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยเรื่องการจัดอันดับมหา'ลัยไทย</title><content type='html'>&lt;font face="arial"&gt;ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ สำหรับการจัดอันดับ (ranking) มหาวิทยาลัยไทย โดยสภาคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ภายใต้แกนนำของนายภาวิช ทองโรจน์ ซึ่งหลังจากที่ประกาศผลออกมาก็มีต้องเสียงตอบรับ เสียงก่นด่า สนับสนุน เห็นด้วยไม่เห็นด้วยกันเต็มไปหมด เอาเป็นว่าใครจะอยู่กลุ่มไหน ได้ที่เท่าไหร่ เชิญทัศนากันได้ตามสะดวกเลยครับ ตาม &lt;/font&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9490000110735"&gt;&lt;font face="arial"&gt;link&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font face="arial"&gt; ที่ผมให้ไว้ได้เลยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชื่อว่าผลการศึกษาอาจจะมีผิดเพี้ยนไปจากมโนสำนึกโดยทั่วไปอยู่บ้าง อีกทั้งบางมหาวิทยาลัยก็ไม่เห็นด้วยกับการจัดอันดับดังกล่าว จึงไม่ได้เข้าไปกรอกข้อมูลให้กับทาง สกอ. อย่างไรก็ตามเราคงต้องยอมรับว่าผลการจัดอันดับของบางมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยที่ติดกลุ่มท้ายๆ มันก็สะท้อนถึงสถานภาพของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ได้ดีพอควร (ไม่อยากจะเอ่ยนามจริงๆ เดี๋ยวจะพาลเกิดความขัดแย้งไปอีกเปล่าๆปลี้ๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเรื่องที่ใครจะอยู่หัวตารางนี่ผมว่าคงเถียงกันยาวล่ะนะ เพราะผลที่ออกมาเชื่อว่าคงสร้างความกินแหนงแคลงใจต่อสถาบันอันเป็นที่รักของใครหลายๆคน ทำให้เกิดเสียงโต้แย้งกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทู้ต่างๆ นี่เถียงกันเป็นไฟเชียวล่ะ แต่ละสถาบันก็ต่างงัดเอาข้อดี ข้อเด่น ข้อเก่งมางัด แงะ กันมันส์หยดมาก ตรงนี้ผมเองก็ขี้เกียจเข้าไปร่วมเถียงด้วยอีกนั่นแล (รู้สึกว่าจะไม่ยุ่งอะไรกับเค้าซักอย่างแล้วจะเขียนเรื่องนี้ทำไมวะ??)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อันดับท้ายตารางนี่ซิผมว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะไม่เห็นจะมีนัยยะใดๆสำหรับมหาวิทยาลัยที่ติดกลุ่มท้ายตารางเลยแม้แต่น้อย จัดดับเสร็จ แล้วก็จบกัน แล้วแบบนี้คุณยิ่งไม่ทำให้มหาวิทยาลัยที่อยู่อันดับท้ายๆ ไร้ที่ยืนมากขึ้นไปอีกหรือ??&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าการจัดอันดับจะมีเรื่องน่ากังขาในหลายๆประเด็น (ลองตาม &lt;/font&gt;&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K4685332/K4685332.html"&gt;&lt;font face="arial"&gt;link&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font face="arial"&gt; นี้ไปนะครับ ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ ก็น่าเขกกบาลคนทำซักสามเป้ก รับไม่ได้จริงๆ) แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้หรอกนะครับว่า มาตรฐานการเรียนการสอนหรือการทำวิจัยของมหาวิทยาลัยทุกที่มันไม่เท่ากัน การที่จะบอกว่าทุกที่ล้วนมีมาตรฐานเดียวกัน ผมว่ามันเหมือนนิทานโกหก เพื่อทำให้ตัวเองสบายใจมากกว่า เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราก็รู้อยู่แก่ใจกันดีว่าแต่ละแห่งแต่ละที่มันเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าเสียงต่อต้านจากการจัดอันดับในหลายๆที่มักจะเป็นไปในทางการปกป้องหน้าตาของตัวเองเสียมากกว่า ส่วนเรื่องของการที่จะไปปรับปรุงในแง่วิธีวิทยา (methodoly) ของการจัดอันดับนี่ไม่ยักจะมีใครพูดถึง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่เราจะได้ย้อนกลับมาดูตัวเองผ่านการจัดอันดับ (ที่น่าเชื่อถือได้) เพราะโจทย์สำคัญที่เราเผชิญอยู่ก็คือว่า มาตรฐานการศึกษาของเรานั้นมันไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น (ไม่ต้องไปเทียบกับใครที่ไหนหรอก มันรู้ๆกันอยู่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นแล้วการวัดผลจึงถือเป็นดัชนีอันสำคัญข้อหนึ่ง ที่จะมาช่วยเราในจุดนี้ได้ แน่นอนว่าจะต้องทำให้มันเป็นวาระระดับชาติอย่างจริงจังไปเลย ไม่เอาแบบทีเล่นทีจริงแบบนี้นะ สร้างกรอบ และมีกระบวนการศึกษาหาคำตอบที่น่าเชื่อถือ และพร้อมเปิดเผยผลงานให้สาธารณะชนรับทราบ ไม่ใช่อยู่ๆก็มาบอกอันดับโดยไร้ที่ไปที่มา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมอยากจะเสนอคือนอกจากจะวัดในแง่การเรียนการสอน และการวิจัยในเชิงทั่วไปแล้ว สิ่งที่ควรจะลงไปดูก็คือวัตถุประสงค์ย่อยของแต่ละมหาวิทยาลัย (หรือจะเรียกเท่ๆว่าพันธกิจก็ไม่น่าเกลียด) ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยสามารถที่จะบรรลุตรงจุดนั้นได้หรือไม่ และควรให้คะแนนกับตรงนี้ด้วย และที่สำคัญคือการเข้าไปสำรวจดู ความคิด ทัศนคติ รวมไปถึงมาตฐานในเชิงวิชาการ และวิชาชีพ ของ นิสิต นักศึกษา ในสถาบันต่างๆด้วยว่าเป็นอย่างไร (แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่วัดค่าค่อนข้างยาก แต่ผมว่าคุ้มกับการทำนะ) รวมไปถึงการศึกษาโดยการเก็บข้อมูลจากการสังเกตร่วมเข้าไปด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าให้กรอกข้อมูลออนไลน์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวโดยสรุปก็คือ นอกจากการวัดผลในเชิงทั่วไป (general) ที่บ่งชี้ถึงมาตรฐานการเรียนการสอนหรือการวิจัย โดยรวมแล้ว เราจะต้องมีดัชนีที่ชี้วัดความเป็น “ตัวตน” ของสถาบันนั้นๆด้วย ว่าสามารถบรรลุถึงความเป็นตัวตนของสถาบันนั้นได้ดีแค่ไหน เพราะปัญหาสำคัญของการวิจัยแบบสมัยใหม่ก็คือการหาหลักการโดยทั่วไปให้ได้ ซึ่งตรงนี้ผมเองไม่ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย หากแต่เราต้องกระทำควบคู่ไปกับ “ตัวตน” ของแต่ละสถาบันด้วย เพื่อคงไว้ซึ่ง “อัตลักษณ์” (identity) ของสถาบันนั้นๆ ไม่ใช่ใช้การวัดผลในเชิงทั่วไปเข้าทำการตัดสินความเป็นสถาบันนั้นๆอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในด้านของมหาวิทยาลัยเองก็ต้องหัดยอมรับผลการจัดอันดับเอาไว้บ้าง เพื่อทีจะนำมาสู่การปรับปรุงมาตรฐานด้านต่างๆให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าตามก้นดัชนีดังกล่าวจนสูญเสียลักษณะของตัวตนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายแล้ว ผมเห็นด้วยกับการจัดอันดับครับ แต่ต้องทำให้ชัดเจนกว่านี้ ด้วยวัฒนธรรมแบบไทยๆที่มามัวรักษาหน้ากันอยู่ผมว่ามันควรจะเลิกได้แล้วล่ะ การที่มหาวิทยาลัยแต่ละที่มีมาตรฐานไม่เท่ากันนี่ผมว่าเราจำต้องยอมรับมันเอาไว้ แต่ไม่ใช่เพื่อให้เกิดช่องว่างและความแตกแยก หากแต่เป็นการยอมรับเพื่อสร้างจุดเชื่อมและยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน ความเท่าเทียมแท้จริงคงเป็นสิ่งที่ขึ้นยาก และกว่าที่เราจะไปถึงมันคงจะนานเชียวล่ะ ดังนั้นแล้วผมว่ากว่าจะถึงตอนนั้นเราจำต้องหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้ครับ เพื่อประโยชน์ของกันและกัน และเพื่อประโยชน์ของนิสิตตาดำๆทั้งหลายด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นเพียงเรื่องวุ่นๆเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา เรื่องเดียวที่ผมเอามาบ่นไว้ว่างๆจะทยอยเอามาบ่นอีกครับ มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ก็ทนๆฟังกันหน่อยนะแฟนคลับทั้งหลาย ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่สนใจมี link อีกเยอะเชียวครับ ตามด้านล่างนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01edu01310849&amp;amp;day=2006/08/31"&gt;&lt;font face="arial"&gt;ข่าวมติชน&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font face="arial"&gt;ครับมีเป็นคอมโบเลย&lt;br /&gt;และประเด็นวิวาทะกันใน&lt;/font&gt;&lt;a href="http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K4672294/K4672294.html"&gt;&lt;font face="arial"&gt;บอร์ดพันทิป&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;font face="arial"&gt;ครับ เห็นว่าน่าสนใจดี&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-115753924453311473?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/115753924453311473/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=115753924453311473&amp;isPopup=true' title='13 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115753924453311473'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115753924453311473'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/09/blog-post.html' title='ว่าด้วยเรื่องการจัดอันดับมหา&apos;ลัยไทย'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>13</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-115580204441620800</id><published>2006-08-17T14:55:00.000+07:00</published><updated>2006-08-18T19:55:29.266+07:00</updated><title type='text'>ลูกเด้งสะท้านปฐพี</title><content type='html'>&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/liqin01.0.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/320/liqin01.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/liqin02.0.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/320/liqin02.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/timo%20boll01.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/320/timo%20boll01.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/timo%20boll02.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/320/timo%20boll02.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ช่วงนี้ blog ผมชักออกนอกลู่นอกทางเข้าทุกวัน แต่ละตอนนี่หาสาระไม่ได้เลย ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เห็นหัวเรื่องแล้วก็คงเดากันไม่อยาก ซึ่งก็คือกีฬา “เทเบิลเทนนิส”หรือ “ปิงปอง” นั่นเอง สำหรับใครเดาไว้ว่าเป็นเปตองขอแนะนำให้ไปเข้าวัดทำบุญ อุทิศส่วนกุศลซะ เผื่อสมองจะได้โล่งปรอดโปร่งซะบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมเองก็เล่นปิงปองมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะครับ ถ้าจำไม่ผิดก็คงได้เริ่มเล่นตอนมัธยมหนึ่ง เพราะว่าวิชากีฬาที่เรียนเป็นวิชาแรกของมัธยมก็คือปิงปอง เลยได้เริ่มลองเล่น พอลองเล่นแล้วหยุดไม่ได้เลยครับ สมัยก่อนนี่พอเลิกเรียนปุ๊บก็ต้องรีบวิ่งไปจองโต๊ะปิงปอง เล่นกันจนถึงหกโมงทุ่มนึงจึงจะสาแก่ใจเล่นเอากลับบ้านเย็นย่ำกันทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถือได้ว่าตอนช่วงที่อยู่มัธยมต้น ปิงปองนี่เป็นกีฬาฮอตฮิตประจำของผมเลยทีเดียว ไม้ปิงปองนี่เป็นอุปกรณ์หลักที่ขาดไม่ได้ ต้องคอยพกไปเรียนตลอด หนังสือเรียนนี่ลืมประจำ แต่ไม้ปิงปองนี่ไม่เคยที่จะลืมเล้ยยย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝีไม้ลายมือของผมก็ธรรมดานะ แต่ถือว่าเล่นพอเอาสนุกได้ก็แล้วกัน เคยเอาจริงเอาจังถึงกับเป็นนักกีฬาโรงเรียนตอนม.ต้น เคยแข่งขันจนได้ที่ 3 ของโรงเรียน อย่างไรก็ตามโลกนี้มันช่างกว้างใหญ่เหลือเกินเล่นเก่งในโรงเรียนใช่ว่าจะต้องเก่งที่อื่นด้วย ไปแข่งข้างนอกที่ไหนก็แพ้เขาหมดแหละครับ การที่จะเล่นกีฬาให้เอาดีได้นี่มันยากจริงๆ ดังนั้นเล่นเอาขำ เอาสนุกดีกว่า อิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่วันนี้นึกคึกอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับปิงปองขึ้นมาก็เพราะว่าเมื่อวันแม่ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสได้ดูเทปบันทึกภาพการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงแชมป์โลกในประเภททีมจากเมืองเบรเมน (Bremen) ประเทศเยอรมันนีครับ ซึ่งในรอบชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่างทีมจีนและทีมเยอรมันนี ตอนผมเปิดทีวีไปก็ถึงคู่ตัดสินแล้วล่ะครับ แต่โชคดีเหลือเกิน เพราะ match ที่พอดีเปิดไปดูนั้นถือได้ว่าเป็น match หยุดโลกเลย เพราะเป็นการเจอกันระหว่างมือวางอันดับ1 และ 2 ของโลกครับ เล่นเอาผมตื่นเต้นเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งในตอนนี้มือวางอันดับหนึ่งของโลกก็คือคนที่อยู่ในภาพบนสุดสองภาพแรกมีชื่อว่า หวัง ลี่ ชิน (Wang Liqin) และมือวางที่สองของโลกก็คือสองภาพล่างถัดมาก็คือ ทีโม โบล (Boll, Timo) โดยที่ทั้งสองนี่สติ แพ้-ชนะ ถือว่าสูสีกันมาก (ฟังจากน้าติงผู้บรรยายเอา) ยากที่จะแบ่งฝีมือเด็ดขาดแน่ชัด เอาเป็นว่าถ้าสองคนนี้เจอกันเมื่อไหร่เป็นคู่หยุดโลกแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;และเป็นจริงดังคาดครับ คู่นี้ซัดกันมันส์หยดเล่นกันไม่ลืมหูลืมตา ในสายตาผมมองว่าสองคนนี้เล่นค่อนข้างสไตล์เดียวกันนะครับ กล่าวคือเป็นพวกเล่นรุกหนักรุกเร็วทั้งคู่ ดังนั้นพอข้างใดสบโอกาสนี่ต้องมีลิงลูกเด็ดๆให้เห็นตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่จะกลับมาสู่เกม ไหนๆเราก็น่าจะเพิ่มความรู้ให้กับท่านผู้อ่านเสียหน่อย จริงๆแล้วถ้าเราจะแบ่งประเภทลักษณะการเล่นเทเบิลเทนนิสอาจจะแบ่งได้สองแบบใหญ่ๆ โดยจะมีพวกที่เน้นรุกเป็นหลักโดยพวกนี้จะมีลักษณะพิเศษก็คือจะเน้นลูกตบเร็ว ยิงลูกแบบเร็วๆแรงๆ หรือไม่ก็มีลูกโฉบเข้ามาทำหน้าเนทเป็นลูกเด็ด อีกแบบก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นไดร์ฟแมน กล่าวคือจะเน้นการตีลูกทอปสปิน รุกด้วยการปั่นทอปสปินใส่คู่ต่อสู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนพวกเน้นรับนี่ก็เป็นพวกคัตแมนครับ จะเน้นตัดลูกหรือบลอคลูกให้คู่ต่อสู้แพ้ภัยตัวเอง พวกนี้จะเน้นลูกตัด ลูกปั่นคมๆ ถ้าวันไหนตัดดี พวกรุกหนักๆก็ตีไม่ขึ้นเหมือนกัน ในที่สุดก็จะตีเสียเอง หรือแม้จะตีลงก็จะบังคับทิศทางได้ไม่ดีนัก ทำให้เกมตกเป็นของฝ่ายรับได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เท่าที่ดูผ่านๆ ปิงปองสมัยใหม่แบบทุกวันนี้ลีลาการเล่นไม่ตายตัวครับ มีการรับหรือรุกหลายๆแบบผสมกันไป อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าในรูปแบผสมนั้นแต่ละคนย่อมมีสไตล์เด่นเฉพาะเป็นของตัวเอง เช่นกรณี หวัง ลี่ ชิน และ ทีโม โบ บอกได้เลยว่าใส่กันอย่างเดียวไม่ยั้ง ตบได้เป็นอัด ถ้าทอปสปินก็เล่นดึงลูกขึ้นกันสุดตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่คู่เอกของเราต่อ สองคนนี้เล่นกันมันส์หยดเลยครับ เท่าที่ดูคิดว่า หวัง ลี่ ชิน จะเป็นต่อเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้น ทีโม โบล เองก็ไม่เคยให้แต้มห่างเกินสองแต้มเลยซักครั้ง พูดได้ว่าไล่บี้ไปตลอด ถึงแม้มึงจะชนะก็อย่าชนะไปง่ายๆละกัน ซึ่ง match ที่ทั้งคู่เล่นกันเป็น match ตัดสินชิงชนะเลิศของโลกเลยครับ โดยใช้กติกาก็คือแข่งเป็นเซตๆละ 11 ลูกเกม ผลัดกันเสิร์ฟคนละสองลูก ใครได้สามเซตก่อนผู้นั้นก็จะชนะเลิศทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการ์ของ ทีโม โบล ค่อนข้างลำบากครับ เพราะปล่อยให้ หวัง ลี่ ชินทำเกมนำไปก่อนถึง 2-0 เซต เท่าที่สังเกตดูผมคิดว่าวันนี้ ทีโม โบล ตีแบกแฮนด์ (หรือลูกหลังมือ) บอดมาก อีกทั้งหวัง ลี่ ชินใช้กลยุทธ์ยิงลูกเข้าใส่ตัว ทีโม โบล ทำเอาแก้เกมกันไม่ทันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีโม โบล เองก็ใช่ย่อยครับ แม้การตีแบกแฮนด์จะมีบอดบ้าง แต่ในเกมรุกเค้าก็ยังทำได้ดีครับ ลูกทอปสปินแบกแฮนด์ ฟอร์แฮนด์ ก็ยังทำได้ดีครับ พยายามที่จะรุก หวัง ลี่ ชิน กลับตลอด ซึ่งก็ได้ผลครับ เพราะในเซตที่สาม สุดท้ายแล้ว ทีโม โบล ก็สามารถไล่มาเป็น 2-1 เซต จนได้ พับผ่าดิ ไม่ยอมแพ้ให้กันจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนมาถึงเซตที่สี่ เกมยิ่งเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ ต่างคนถ้ามีโอกาสก็จะรีบรุกใส่กันทันที ความมุ่งมั่นนี่สุดฤทธิ์มากครับ ถ้าสมมติใครได้แต่ละแต้มก็จะมีการตะโกน เย้ ย้า เอ้วว แถมด้วยแอคชั่นที่แสนจะสะใจแบบสุด ส่วนคนแพ้ก็จะแบบว่ามีเสียงครวญครางและแอคชั่นแบบเซ็งสุดๆเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดพลิกผันของเกมอยู่ที่เซตที่ 4 ครับ สำหรับวันนั้นถ้าใครดูเหมือนผมคงพูดได้คำเดียวเลยว่าสุดยอด สุดยอด สุดยอดจริงๆ ผมเชื่อว่าปิงปองก็เหมือนกับกีฬาหลายๆประเภท ไม่ว่าจะเป็น กอล์ฟ เทนนิส บาสเก็ตบอล ที่จะต้องมี play สำคัญที่เปลี่ยนกระแสของเกม ซึ่งวันนั้น play สำคัญที่เปลี่ยนกระแสของเกมให้มาอยู่ทาง หวัง ลี่ ชิน เป็น play ที่สุดยอดมาก (ถ้าจำไม่ผิด) เริ่มจากการเสิร์ฟของ ทีโม โบล ก่อน เสร็จแล้ว หวัง ลี่ ชิน สไลด์ลูกกลับ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ ทีโม โบล รุกเร็วทันที ทำเอา หวัง ลี่ ชิน ตั้งตัวไม่ทันรับลูกส่งกลับไปซะสูง เป็นการเปิดโอกาสให้ ทีโม โบล ตบ ใส่อย่างไม่ยั้งเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ความมันส์อยู่ตรงที่ตบไปเท่าไร หวัง ลี่ ชิน ไม่ยอมตายครับ ลูกแรกก็แล้ว ลูกที่สองก็แล้ว ลูกที่สามซ้ำเข้าไปอีกก็ไม่ยักตาย play นั้น ลี่ ชิน เหนียวมากครับ ถอยออกไปจนสุดเขตที่กั้นเลย แล้วคอยตั้งรับลูกตบ โดยแต่ละลูกที่ ทีโม โบล ซัดไปนี่ไม่ใช่ธรรมดานะครับ ต้องรับกันสุดตัวเลย มีลูกนึง ลี่ ชิน ถึงกับต้องก้มลงไปเกือบถึงพื้นเลยทีเดียว เอื้อมกันสุดๆไปเลย แต่ก็ยังรับได้ สุดยอดจริงๆ พับผ่าดิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Play นั้นเล่นกันสนุกมากครับ คนดูทั้งสนามนี่เงียบกริบ ผมเองก็ถึงกับหยุดหายใจเลยทีเดียว เพราะลุ้นกันตัวโก่ง และชื่นชมในฝีมือที่เก่งกาจของทั้งคู่มาก คิดว่าถ้าไม่ใช่ระดับโลกเราคงไม่ได้เห็น play เด็ดๆแบบนี้แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจำไม่ผิด play นั้นตบกัน 6-7 ลูกได้ครับ โดยที่ หวัง ลี่ ชิน ตั้งรับ ทีโม โบล ซัดอย่างเดียว จนมาถึงลูกสุดท้าย ทีโม โบล ต้องการตบเปลี่ยนทาง แต่ลูกดันติดตาข่ายซะนี่ หลังจากนั้นเล่นเอาเค้าเป๋ไปเลย ตบออกตบเสีย ในที่สุดก็ต้องพ่ายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดง่ายๆเลยว่า play ดังกล่าวเป็นตัวกำหนดกระแสของเกมอย่างแท้จริง เพราะเล่นสูสีมาตลอด พอหลังจากลูกนั้นปุ๊บ คนที่ได้คะแนนนั้นไป กลายเป็นฝ่ายคุมเกมทันที ส่วนคนที่เสียคะแนนก็เป๋เล่นไม่ออกเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามสำคัญที่หลายๆคนมักจะถามเวลาผมเล่าให้ฟังก็คือ ทำไมไอ้คนที่ตบมันไม่หยอดเปลี่ยนทางซะหละวะ ง่ายกว่าเยอะเลย ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นนะ แต่ลองคิดดูอีกที ฝีมือระดับโลก การจะตีลูก ฟลิค (การเคาะลูกเบาๆให้ตกอยู่หน้าเนท) เป็นการเสี่ยงมาก เพราะด้วยการอ่านเกมของฝ่ายตรงข้ามและ step ขาอันรวดเร็ว ผมคิดว่า ฝ่ายที่เคาะหยอดไปอาจจะโดนโฉบมากินเสียคะแนนเอาง่ายๆนะนั่น และอีกอย่างก็คือ การเล่นลูกฟลิค ก็ส่อถึงความไม่มั่นใจในตัวเองด้วยอะนะ ไหนๆจะรุกแล้วก็ซัดตบไปเล้ย มานั่งเคาะเบาๆให้เสียฟีลลิ่งทำไม ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เขียนมาซะยื่นยาวก็แค่ต้องการจะบ่นความสุดยอดของเกมการเล่นระดับโลกให้ฟังเฉยๆแหละครับ ไม่มีอะไร และอีกอย่างผมคิดว่าคนที่สนใจกีฬานี้ในบ้านเราอาจจะน้อยอยู่ เลยขอเขียนซะหน่อยเผื่อจะกระตุ้นความสนใจของ เราๆท่านๆ ขึ้นมาได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดูกีฬาก็ดีครับ ทำให้เราบันเทิง แถมขนลุกซู่เป็นพักๆ แต่ผมว่ามันจะดีกว่าถ้าเราเล่นมันจริงๆ กีฬาทุกชนิดผมว่ามีประโยชน์หมดแหละครับ ใครชอบอะไรก็เล่นอันนั้น ได้ออกกำลังกาย ได้เพื่อน แถมมีความสุข ส่วนใครที่อยากไปเล่นปิงปองกับผมก็ติดต่อมาได้เลยนะครับ ยินดี ยินดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับที่อยากดู World Ranking ของปิงปองเข้าไปตาม &lt;a href="http://www.ittf.com/ittf_ranking/Ranking.asp?FormName=Search&amp;FormAction=search&amp;amp;s_Month=8&amp;s_Year=2006&amp;amp;s_Gender=m"&gt;link&lt;/a&gt; นี้เลยครับ ไม่มีคนไทยติดอันดับซักคน เหอ เหอ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-115580204441620800?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/115580204441620800/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=115580204441620800&amp;isPopup=true' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115580204441620800'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115580204441620800'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/08/blog-post_17.html' title='ลูกเด้งสะท้านปฐพี'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-115496858274592084</id><published>2006-08-07T23:33:00.000+07:00</published><updated>2006-08-14T12:01:12.596+07:00</updated><title type='text'>เปิดศาล!!!</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เวยยยยยยยยยยย์.........หูววว.....วูววววววววว&lt;br /&gt;(ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง ตึง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เที่ยวนี้ blog ผมมามาดใหม่ครับ มีเพลงประกอบด้วย ซึ่งก็เป็นเพลงที่ทุกท่านคงรู้จักกันดี นั่นก็คือเพลง title ละครเรื่อง “เปาบุ้นจิ้น” นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ blog ตอนนี้จ้องจะเขียนอยู่นานแล้วครับ แต่ติดปัญหาเรื่องทักษะทางคอมพิวเตอร์ที่ห่วยเกินไป ไม่มีความสามารถพอที่จะเอาเพลงลง blog ได้ ทำให้เสียเวลาไปพอสมควรทีเดียว เพราะต้องเที่ยวรบกวนเพื่อนฝูงหลายๆเรื่อง ไหนจะหาเพลงให้หน่อย ไหนจะให้ช่วยสอนวิธีแปะเพลง ซึ่งสุดท้ายแล้ว ไปๆมาๆ ผมไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เหอ เหอ เพลงก็มีคนหาให้ html code ก็มีเพื่อนทำให้ สมกับเป็นกาฝากของสังคมจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องให้เครดิตกับน้อง pomperboy และคุณ kaiisian ที่อุตส่าห์ช่วยหาเพลง และทำ code แปะเพลงลง blog ให้ตามลำดับ อยากจะบอกว่าทั้งสองคนไม่ต้องห่วงนะ รับรองว่าเที่ยวหน้ามีรบกวนอีกแน่ๆ (ไม่คิดจะทำอะไรเองอยู่แล้ว ฮ่าๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกริ่นมาซะย้วยเชียว ว่าแล้วต้องรีบวกกลับมาประเด็นหลักของตอนนี้ก่อน นั่นก็คือเรื่องท่านเปาของเรานี่เอง อิอิ ถ้าผมจำไม่ผิดเคยดูครั้งแรกตอนอยู่ ม.1 มั๊ง หากจะนับปีดูแล้ว โอวววว ช่างมันเหอะเนอะ ของแบบนี้ไม่ถึงแก่ชีวา เราก็คงไม่อยากจะพูดกันเนาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนสมัยเด็กๆที่ดูผมก็ติดท่านเปามากครับ อีกทั้งตอนนั้นมีทีวีอยู่ในห้องด้วยครับพี่น้อง เลยมีโอกาสได้ดูท่านเปาเกือบจะทุกตอน แต่มาทุกวันนี้ความจำของผมที่มีต่อท่านเปาค่อนข้างลางเลือนไปแล้ว จึงเป็นโอกาสดีมากเลยที่ช่อง 3 ได้เอากลับมาฉายใหม่อีกครั้ง ตอนผมรู้นี่ตื่นเต้นมากๆเลย แบบวันแรกรีบมานั่งเฝ้าหน้าทีวี อารมณ์ประมาณว่า กลัวพลาดฉากเปิดตัว (อะไรมันจะเห่อขนาดนั้นวะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นตั้งแต่ตอนแรกที่ช่อง 3 ฉายผมพลาดนับครั้งได้เลยครับ ถ้ามีธุระไปที่ไหนก็นะ ต้องรีบกลับมาให้ทัน 4 โมงครึ่ง หรือตอนเย็นจะออกไปไหนก็ต้องหลัง 5 โมงครึ่ง เล่นเอาเพื่อนๆ บ่นกันเป็นแถวว่ามึงจะเห่อ เชี่ยอะไรนักหนาวะ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แต่ไม่เห่อ ไม่ได้จริงๆครับท่าน แม้ละครชุดเรื่องนี้จะทุนต่ำ แต่ผมว่าการวางตัวแสดงทำได้ดีมาก คนเล่นเป็นท่านเปาก็สมบทบาทเหลือเกิน ดูน่าเกรงขาม บุคลิกเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด องครักษ์จั่นก็เท่เหลือเกิ๊น เล่นเอาสาวๆ (เมื่อตอนนั้น) กรี๊ดกันสลบทั้งเมืองไปแล้ว ท่านกงซุนนี่ก็ใช่ย่อยมาดสุขุมนุ่มลึกแถมมีแอบหัวเส อีกทั้งสิ่งที่เจ๋งสำหรับละครชุดนี้ก็คือบทสนทนาครับ การสนทนาโต้ตอบกันระหว่างตัวละครในบางฉากนี่เล่นเอาผมอึ้งไปเลย มันเป็นการพูดคุยระหว่างยอดคนดีแท้ ฟังแล้วถึงกับกำซาบ สะท้านทรวง ขนลุกเลยทีเดียว เช่นในตอนสับเปลี่ยนองค์ชาย ตอนที่ฮ่องเต้ ถามท่านเปาว่าจะเอายังไงต่อสำหรับคดีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮ่องเต้ :&lt;br /&gt;“อืออ...มมม ท่านเปา สำหรับคดีนี้ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อ ?”&lt;br /&gt;ท่านเปา :&lt;br /&gt;“ทูลฝ่าบาท…...คืนแม่ให้ลูก คืนลูกให้แม่ คืนไทเฮาให้แผ่นดิน ให้ใต้หล้ามีความเป็นธรรม!!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอววว เชดแม่ โคตรเท่ ฟังแล้วมันซ่านทรวงดีจริงๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องชมเหล่าทีพากษ์ด้วยที่พากษ์ได้มีจังหวะจากโคน เค้นกันถึงกึ๋น ได้อารมณ์ดี จริงๆ น่าเสียดายที่จำชื่อคนที่พากษ์เป็นท่านเปาไม่ได้ ถึงแม้จะจำไม่ได้ แต่ผมก็ขอคารวะจากใจจริงเลยว่าท่านแน่มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาอีกเรื่องก็คือการ production ครับ หนังเรื่องนี้ทุนต่ำจริงๆพับผ่า (ทุนเท่าไหร่ไม่รู้แต่ในสายตาผม มันคงต่ำจริงๆอะ ฉากหลังนี่อย่างกระจ่วย อารมณ์ประมาณฉากหลังที่พวกสามช่า ชิงร้อยชิงล้านเล่นตลกกันอะ ฮ่า) แต่ถึงจะต่ำอย่างไร มันก็คลาสสิกเนอะ แถมตัวละครนี่ก็เล่นวนเวียนกันไปมา ตอนนี้ไอ้นี่เล่นเป็นตายโกง พอมาอีกตอนอ้าว เล่นเป็นคนดีซะงั้น ตอนที่แล้วเจ๊เล่นเป็นสาวสวยสะพรั่งเลย อีกตอนเล่นเป็นยายแก่ซะงั้น สงสัยทีมตัวครคงอัตคัดน่าดู แล้วสังเกตอีกอย่างครับ องครักษ์จั่นมักจะไม่ค่อยออก โดยเฉพาะฉากที่ขึ้นโรงขึ้นศาล คงประมาณว่า จะไม่คุ้มถ้าเอาพี่แกมายืนเฉยๆ สงสัยค่าตัวแพง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วพูดถึงคนโน้นคนนี้ ผมเลยขอวิสาสะแนะนำตัวละครหลัก ในแบบของผมเองเลยดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1."เปาบุ้นจิ้น” หรือท่านเปาของเรานี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทพแห่งความยุติธรรม ทำงานตรงไปตรงมา ไม่เว้นหน้าใคร บุคลิกเฉียบขาดน่าเกรงขาม แต่ซ่อนจิตใจอันเมตตาไว้ภายใน จริงๆผมคิดว่าท่านเปาออกจะแนวขี้สงสารเสียด้วยซ้ำ หากแต่ว่าหน้ามันดุ อันนี้ต้องสังเกตจากข้างในดีๆ ท่านเปามีมุกเด็ดอยู่มุกนึงครับ ท่านชอบแกล้งคนที่มีร้องทุกข์ อารมณ์แบบว่า “บังอาจ!! เจ้ากำลังจะฟ้องร้องใครอยู่ เจ้ารู้มั๊ย” ที่แกล้งก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เหมือนท่านเปาอยากจะเชคอยู่เฉยๆว่าไอ้นี่มันมาไม้ไหนวะ ฟ้องจริง ฟ้องปลอม ฟ้องเล่นหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และอีกเรื่องที่น่านับถือคือท่านเปาเป็นคนติดดิน เที่ยวหน้าลองถ้ามีโอกาส ลองดูที่จวนท่านเปาให้ดีๆ จะไม่ค่อยมีเครื่องประดับครับ โทนสีจะออกแนวน้ำตาลๆ ทึมๆ หน่อย บ่าวไพร่ พ่อบ้านก็ไม่มี มีแต่ท่านกงซุนคอยยกน้ำชาอยู่เป็นเพื่อน อีกทั้งท่านเปายังไม่ยึดติดลาภ ยศ บรรดาศักดิ์ครับ ตอนที่ท่านเปาโดนยอดยศจะกลับบ้านเกิด เอาของไปขายยังได้ไม่กี่เงินเลย สมเป็นขุนนางตงฉินจริงๆ ไม่โกงไม่กิน ไม่เป็นเกย์ด้วย (รึเปล่า ฮ่าๆ) ไม่ยึดติดลาภยศ แต่สิ่งที่ท่านเปายึดติดมากก็คือคุณธรรมนั่นเอง ดังประโยคเด็ดที่ท่านเปาพูดตอนโดนถอดจากตำแหน่งที่บอกว่า “ศาลไคฟง ขาดข้าได้ แต่ขาดคุณธรรมไม่ได้!! “&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยคุณธรรมแลบะจิตใจอันดีงามนี่เองทำให้ท่านเปาเป็นที่รักของลูกน้องที่คอยภักดีและพร้อมยอมตายแทนตัวได้ อืม.....พูดได้คำเดียวสั้นๆว่า สมเป็นยอดคน.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.องครักษ์จั่นเจา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉายาตอนเป็นตอนท่องยุทธภพคือ “จอมยุทธ์แห่งแดนใต้” ฉายาที่ราชสำนักตั้งให้คือ “แมวหลวง” เดิมทีเป็นองค์รักษ์ขั้น 3 ที่คอยพิทักษ์วัง แต่ตอนหลังฮ่องเต้ทรงโปรดให้มาช่วยงานท่านเปา ซึ่งก็ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว เพราะว่าวรยุทธล้ำเลิศ อีกทั้งวิชาตัวเบาไม่ธรรมดา คอยช่วยงานท่านเปา สืบเสาะหาข่าวสารต่างๆ อีกทั้งยังคอยทำหน้าที่เป็นหัวหน้ามือปราบศาลไคฟง ปกป้องใต้เท้าเปาให้รอดพ้นจากเงื้อมมือคนโฉด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าสำหรับอุปนิสัยส่วนองครักษ์เป็นคนที่รักความยุติธรรมครับ แถมค่อนข้างทันคนอีก ฉากที่ท่านเปาใช้ความคิดกับท่านกงซุน มักจะมีองครักษ์จั่นช่วยแชร์ไอเดียเสมอๆ อืม....ได้ทั้งบู่ทั้งบุ๋น แถมเท่อีก จั่นเจานายนี่ไม่เบาเลยจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ท่านกงซุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อเต็มๆก็คือ กงซุน เช่อ เป็นบัณฑิตที่รอบรู้ เชี่ยวชาญศาสตร์หลายแขนง กล่าวได้ว่าเป็นเลขาที่โคตรจะสารพัดประโยชน์ ถ้าจะให้สาธยายให้ฟังก็เอาตั้งแต่ ท่านกงซุนสามารถดูฤกษ์ยามได้ เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์หาตัวจับยากคนหนึ่งเลยทีเดียว เท่านั้นยังไม่พอท่านกงซุนยังเชี่ยวชาญการแพทย์ ใครเจ็บป่วยไข้ ท่านกงซุนรักษาได้ (หายไม่หายก็อีกเรื่องนึง ฮ่า) นอกจากรักษาคนได้ ท่านกงซุนยังเล่นคุณไสยฯได้อีก ถ้าผมจำไม่ผิด มีตอนนึงที่เกี่ยวกับคดี ผีๆวิญญาณอะไรซักอย่าง ท่านกงซุนนี่เท่มาก มีการใช้ยันต์แปะสะกดฤทธิ์ผีอีก แต่ยังไม่หมดเท่านี้ครับ นอกจากคุณไสยฯแล้ว ท่านกงซุนยังเชี่ยวชาญพิชัยยุทธ์ การวางค่ายกล ถ้าผมจำไม่ผิด (อีกแล้ว) มีตอนนึงที่พวกเท่าเปากลับไปที่หมู่บ้านท่านกงซุน แล้วไปติดค่ายกล ก็ได้ท่านกลซุนนี่แหละคอยบอกวิธีการแก้ค่ายกลให้ อืม.....คนอะไรวะ เป็นหมดทุกอย่าง แต่เท่านั้นยังไม่พอ บางตอนเราจะเห็นเลยว่าพอท่านเปาตรวจทานคำให้การของเจ้าทุกเสร็จปุ๊บก็จะบอกท่านกงซุนว่า “ท่านกงซุน ช่วยเอาไปวาดรูปติดประกาศที” โอวว ท่านกงซุนยังติสอีก วาดรูปได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นความหัวเส นี่ไม่เป็นรองใคร พี่แกแม่งจะมีแผนตลอดอะ แผนหนึ่งไม่ได้ มีอีกแผน ผมเคยคิดนะ ถ้าไอ้นี่เป็นตัวโกงคงปวดกบาลน่าดู อย่างไรก็ตามเปาบุ้นจิ้นนี่ก็ได้ท่านกงซุนนี่แหละครับ คอยช่วยเหลือสนับสนุน แถมยังเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ศาลเพราะจะเห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลา อิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.มือปราบทั้งสี่แห่งศาลไคฟง ประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังฉาว หัวหน้ามือปราบ ปัญญาเฉียบแหลม ฝีมือเป็นหนึ่ง (ในบรรดา 4 คนนะ อิอิ)&lt;br /&gt;หม่าฮั่น อดีตนักเลงกลับใจ เนื้อแท้เป็นคนดี ได้ท่านเปาคอยอุ้มชู กตัญญูรู้คุณ&lt;br /&gt;จางหลง มือปราบเถื่อน พูดจาโผงผาง ภายนอกหยาบกร้าน แต่ข้างในเปี่ยมคุณธรรม&lt;br /&gt;เจ้าหู่ อดีตเคยถูกหลอกให้ทำผิดกฏหมาย เป็นมือปราบปากหนัก พูดน้อยแต่จริงใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะว่ากันตรงๆแล้ว ทั้งสี่คนนี้จะมีบทบาทมากก็ใช่เพราะโผล่บ่อย แต่มองอีกมุมหนึ่งก็โผล่มาเหมือนเติมให้เต็มฉาก (แซวเล่นนะพี่มือปราบทั้งสี่อย่าโกรธผมเลย) สำหรับฝีไม้ลายมือของทั้งสี่นี้ไม่ต้องพูดถึง ห่างชั้นกับองครักษ์จั่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังพอเก่งกว่าพวกตัวกระจ่วยอยู่หลายขุมหนึ่ง จากการประมาณของผมดูแล้วคิดว่า สี่คนนี้ถ้าหากตั้งค่ายกลต่อสู้พร้อมกันจะได้เท่ากับจอมยุทธ์ดีๆซักคนหนึ่ง ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับสี่คนนี้เรื่องฝีมือมันเรื่องรองครับ เรื่องหลักคือใจมากกว่า เพราะทั้งสี่ล้วนรักท่านเปาหมดหัวใจ ขนาดที่ว่าถ้าท่านเปาออกจากตำแหน่ง กูไปด้วย ถ้าท่านเปาอยู่ในอันตรายกูสู้ตาย (แม้จะสู้ไม่ได้) ความจงรักภักดีนี่สุดยอด บอกได้เลยว่ามือปราบทั้งสี่นี้ถือเป็นสีสันของละครเปาบุ้นจิ้นเลยทีเดียวครับพี่น้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.อำมาตย์หวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า image ของท่านอำมาตย์คือลุงแก่ใจดี นอกจากใจดีแล้วยังเป็นขุนนางตงฉินอีกคนหนึ่ง รักความยุติธรรม ถือได้ว่าเป็นเพื่อนซี้อีกคนของท่านเปา โดยที่ท่านอำมาตย์ก็คอยช่วยเหลือท่านเปาในหลายๆเรื่อง เพราะเส้นแกดีเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.อ๋องแปด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตอนแรกเหมือนจะไม่ค่อยถูกกับท่านเปา แต่ไปๆมาๆ ก็กลายเป็นเพื่อนซี้ท่านเปาอีกคนหนึ่ง ถ้าจะบอกกันตรงๆก็เป็นคนที่ไม่ค่อยทันคนเท่าไหร่ (เมียฉลาดกว่า อิอิ) แต่ก็เป็นอีกคนที่คอยสนับสนุนท่านเปา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.ราชครูผัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คู้แค้นตลอดกาลของท่านเปา ตอนนี้ยังไม่โผล่ ใจเย็นๆเดี๋ยวได้เจอแน่ครับ คนนี้เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง แถมมีลูกเป็นฮองเฮาอีก ยิ่งพาวไปกันใหญ่ คนๆนี้จะคอยขับเคี่ยวกับเปาบุ้นจิ้นในหลายๆตอนเลยทีเดียว ถือว่าเป็นตัวโกงที่ช่วยทำให้เนื้อเรื่องเข้มข้นคลั่กยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8.ฮ่องเต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งเดียวแห่งแผ่นดิน ซึ่งถ้าจะมองไปแล้วก็ถือว่าเป็นฮ่องเต้ที่ดีคนหนึ่ง เสียทีชอบโชว์ความเขลา (จริงๆบางตอนก็มีแอบฉลาดแอบพริ้วเหมือนกัน เป็นธรรมดาของผู้ที่ได้รับการอบรมมาดี) ในหลายๆตอนก็มักจะเข้ามามีบทบาท เพราะบางคดีเกี่ยวพันกับราชสำนัก ถือว่าเป็นตัวละครที่สำคัญทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9.ไป๋อี้ถัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นน้องคนสุดในบรรดาพี่น้อง “ห้าหนู” จะโผล่มามีบทแจมเป็นระยะ ฉายาในยุทธภพก็คือหนูขนทอง วรยุทธ์นี่ถือกับสูสีกับจั่นเจาเลยทีเดียว แต่ก็เป็นอีกคนที่ชอบแสดงว่าเขลาในหลายๆเรื่อง นั่นก็เพราะว่ามีอคติกับจั่นเจามากมายนั่นเอง ไม่รู้ว่าคนนี้จะได้ออกมาอีกเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ ตอน "ห้าหนูคะนองกรุง" ซึ่งเป็นตอนท้ายๆของซีรี่ย์เราได้เจอไป๋อี้ถังอีกแน่ อิอิ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;การแนะนำตัวละครของผมอาจจะมีตกหล่นมาก ถ้าหากผมหลงลืมใครเชิญแนะนำมาได้เลยครับ จะได้เป็นการให้ข้อมูลกับผู้ที่ติดตามทั้งหลายเพื่อเป็นการเพิ่มอรรถรสการชมให้สนุกยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะพูดเกี่ยวกับละครชุดนี้ก็คือข้อคิดทีได้จากมันครับ ผมว่าเป็นละครที่สอนคนได้ดีทีเดียว น้องๆ ควรจะดูเป็นอย่างยิ่ง เปาบุ้นจิ้นถือได้ว่าเป็นแบบอย่างของคนจริง ที่ทำงานตรงไปตรงมา รักความยุติธรรม ไม่แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว (ไม่เหมือนนักการเมืองหลายคน) นอกจากนี้เรายังจะได้เห็นการสืบสวนสอบสวนของชาวคณะศาลไคฟงที่ล้วนทำงานเป็นทีม ลำพังท่านเปาเองคงทำไม่ได้ขนาดนี้หรอกครับ แต่ที่ท่านเปาไขคดีหลายๆคดีได้ก็เพราะรู้จักใช้คน มีทีมเวิร์ค ไม่ใช่สืบสวนมั่วๆนะ แต่ใช้หลักการเหตุผล อาจจะมีผีสาง เทวดามาแซมบ้างก็คงเป็นธรรมดาสำหรับหนังจีนที่ต้องมีกลิ่นอายความลึกลับ ซึ่งตรงจุดนี้ดูแล้วก็อย่าคิดมากครับ ผมว่าข้อคิดหลักของเรื่องคงเป็นไปตามที่กล่าวมาข้างต้นมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายนี้ก็ขอประชาสัมพันธ์นะครับว่า เปาบุ้นจิ้นมีทุก จันทร์ – ศุกร์ เวลา 16.30 -17.30 น. เรียนหนังสือทำงานเสร็จก็รีบกลับมาดูกันเน้อ จะได้มีเพื่อนช่วยแพล่มหน่อย ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับตอนนี้ข้าน้อยคงต้องขอลา........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลิกศาล !!&lt;br /&gt;(ปัง!!)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครอยากได้เพลง title หรือ end title ของละครเรื่องนี้ติดต่อผมผ่านมาทางอีเมลได้เลยนะครับพร้อมจัดให้ หรือใครอยากจะดู mv เพลง end title ก็เชิญตาม &lt;a href="/http://youtube.com/watch?v=FHO5_HZzc5o"&gt;link&lt;/a&gt; นี่ได้เลยครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;embed name="movie1" src="http://www.geocities.com/chicky_in_ur_hand/pao.mp3 " width="368" height="64" type="audio/mpeg" controller="true" enablejavascript="true" cache="true" autoplay="true" bgcolor="ffffff"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/embed&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-115496858274592084?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/115496858274592084/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=115496858274592084&amp;isPopup=true' title='34 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115496858274592084'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115496858274592084'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/08/blog-post.html' title='เปิดศาล!!!'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>34</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-115402176770359018</id><published>2006-07-28T00:34:00.000+07:00</published><updated>2006-07-28T00:36:07.756+07:00</updated><title type='text'>ตอนนี้แด่ไอ้เจ…..ยอดสุนัขพันธุ์ทรฮึด</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ขอพูดถึงไอ้เจหมาที่บ้านผมซักวันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะไม่พูดถึงมันก็คงไม่ได้ เพราะวันนี้มันตายไปซะแล้ว ตอนเช้าเลย แต่การไปของมันก็เป็นอะไรที่ไม่ผิดความคาดหมายมากนัก เพราะด้วยวัยขนาดนั้น อยู่ได้เท่านี่ ถือว่าพี่แกทนได้มากๆแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้เจเป็นสุนัขพันธุ์อาเซเชี่ยนอายุประมาณ 10-11 ปี รูปร่างหน้าตาดี แต่เสียทีเป็นหมาซิง (เกี่ยวมั๊ยเนี่ย ฮ่าๆ) นอกจากความซิงแล้ว ไอ้เจเป็นหมาที่ฉลาดใช่ย่อย แต่เสียอย่างที่อบรมยากฉิบหาย เพราะพูดอะไรไปก็ไม่ค่อยฟัง อิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านของผมเลี้ยงมันมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ เจเป็นหมาที่รัก รักเจ้าของมาก เดินออกจากบ้านเอาขยะไปทิ้งสิบวินาที พอเดินกลับเข้าบ้านมา เจจะยินดีกลับการกลับมาใหม่ของเรามาก ดังนั้นถ้าไปหนองคายซักสามสี่วันนี่ไม่ต้องพูดถึงครับ ตอนขนของเข้าบ้านมันก็จะมาคอยช่วยเหลือโดยการตะกุยตะกายเราอย่างไม่มีหยุดหย่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนสมัยก่อนที่เจยังคึกๆ นี่ผมจะออกจากบ้านลำบากมากครับ  พอจะเดินออกจากบ้านไอ้เจก็จะมาคอยกระโดดใส่  ยิ่งวันฝนตกๆนี่ โอวว กระโดดใส่เสื้อนี่เลอะเลยครับ แน่นอนผมต้องกลับเข้าไปเปลี่ยนใหม่ตามระเบียบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เข้าใจว่านั่นเป็นธรรมชาติของสุนัขครับ ความซื่อสัตย์ความรักเจ้าของล้วนเป็นคุณสมบัติอันโดดเด่นของสัตว์เลี้ยงประเภทนี้  โดยเฉพาะกับไอ้เจ หมาใจดีตัวนี้ มีสองสิ่งนี้อย่างล้นปรี่ทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจเป็นสุนัขที่ฉลาดครับ ขนาดไม่มีใครสอนมันมันยังสามารถขับถ่ายเป็นที่ทางได้ พอเวลากินเสร็จปุ๊บ มันก็จะวิ่งไปอึ๊อีกด้านของบ้านที่เป็นสนามหญ้า ไม่มีการอึ๊ใส่พื้นปูนให้ตามเก็บให้น่ารำคาญ แต่เสียอย่างเดียว ไอ้เจกลัวน้ำมาก เวลาจะเอามันมาอาบน้ำทีนี่ยากลำบากเหลือเกิน ต้องล่อหลอกสารพัดกว่าเล่นเอาคนอาบหอบแดกเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นไอ้เจยังแสนรู้สามารถเล่นบาสเกตบอลกับผมได้ด้วย  ที่บ้านผมมีแป้นบาสครับ ตอนเช้าๆ หรือไม่ก็เย็นๆ ถ้าเวลาเหมาะเจาะ ก็จะเล่นบาสฯกับไอ้เจ กติกาก็ไม่ยากครับ ถ้ามันแย่งได้เอาไปเลยหนึ่งแต้ม  ถ้าผมชู้ตลงก็ได้หนึ่งแต้มเท่ากัน  เล่นกันสิบลูกเกม  แต่ส่วนมากไอ้เจกินผมไม่ลงหรอกครับ ไม่เคยเอาชนะผมได้เลย ฮ่าๆ (ก็มันเป็นหมานี่หว่า) อีกอย่างต้องระวังให้มากเลยครับ ถ้าโดนมันแย่งบอลไปได้นี่เสร็จแน่นอน มันกัดบอลพังมาหลายลูกแล้วเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้ชีวิตระหว่างครอบครัวของผมและไอ้เจก็ดำเนินไปเรื่อย ผันเปลี่ยนแปรไปตามกาลเวลาตั้งแต่ตอนมันเป็นหมาเด็ก จนกลายเป็นหมาหนุ่ม จากหมาหนุ่มกลายเป็นหมาแก่ และจากหมาแก่ก็ต้องกลายเป็นหมาตาย........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่อยากจะเล่าก็คือตอนช่วงบั้นปลายชีวิตของเจไม่ค่อยจะสู้ดีซักเท่าไรนัก สุนัขพันธุ์นี้ข้อเสียคือขาหลังจะไม่ค่อยแข็งแรงครับ (บ้านผมเรียกว่าขาแด้) ตอนเด็กๆไม่เป็นไร แต่พอเริ่มแก่ตัวมันเริ่มเดินแบบซะเงาะซะแงะแฮะ  บำรุงอย่างไรก็ไม่ขึ้น  แถมไอ้เจยังมีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัวอีก  จนหมอต้องบอกว่าไม่ให้มันออกกำลังกายหนัก ดังนั้นกีฬาบาสเกตบอลอันแสนโปรดของผมกับมันจึงต้องงดเว้นไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังขารของมันก็ร่วงโรยไปเรื่อยๆครับ  จนพักหลังๆ มานี่มันเดินไม่ค่อยได้แล้วครับ ขาหลังหมดสภาพโดยสมบูรณ์ต้องคอยแต่พึ่งยาหัวใจของหมอเพื่อที่จะทำให้มันอยู่ได้  เพราะหมอเองก็บอกว่าจริงๆถ้าไม่ได้ยาหัวใจมากินนี่มันคงไปนานแล้ว  ดูๆไปแล้วหมอก็คงพูดถูกครับ เพราะสภาพมันร่อแร่เหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อาการของมันมีแต่ทรงกับทรุดครับ ตอนหลังมันถึงขนาดที่ว่าหมดเรี่ยวแรงไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวไปไหนได้  และแล้วสิ่งที่น่ากลัวก็ตามมา นั่นคือไอ้เจเริ่มมีแผลกดทับครับ  ลองได้เป็นแล้วไม่มีหายแน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะตรงสะโพกแผลของมันมีแต่จะแย่ลงๆ ผมเองก็ไม่รู้จะทำยังไงก็ได้แต่ดูแลไปตามอาการ ทุกวันๆผมกับน้องจะต้องคอยกลับข้างไอ้เจเช้าเย็น เพื่อสลับด้านแผลให้ขึ้นมาโดนอากาศมั่ง  แน่นอนว่าเมื่อขยับเขยื้อนตัวไปไหนไม่ได้การขับถ่ายของมันก็ต้องกองมันอยู่ตรงนั้นแหละครับ ก็ต้องคอยเก็บขี้เก็บเยี่ยวมันไปตามสภาพ  ตอนทำแผลก็แสนจะปลง เพราะแผลมันเหวอะมากเลยครับ เวลาจับพลิกบางทีหนองนี่ทะลักนองเลย ผ้ากอซหมดทีหลายแผ่นเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไอ้เจเป็นหมาอดทนครับ มันไม่ยอมตายง่ายๆ  ถ้าผมเป็นมันผมคงขอไปดีกว่า แต่นี่มันสามารถอยู่ในสภาพพะงาบๆแบบนั้นได้ร่วมปี ถือว่าทรหด ทรฮึดใช่ย่อยเลยทีเดียว ซึ่งคุยกับหมอและเพื่อนผมที่เป็นเรียนสัตวแพทย์มาก็ให้ความเห็นเดียวกันนั่นก็คือ อาการแบบนี้ยังไงก็มีแต่ทรงกับทรุดอยู่ที่มันแล้วล่ะว่าจะอยู่ได้นานขนาดไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนมาช่วงเดือนนี้แหละครับที่มันเริ่มหมดแรงโดยสมบูรณ์  กล่าวคือไม่สามารถพยุงตัวเองขึ้นมานั่งได้เลย  แผลกดทับตามตัวก็เริ่มมีมากขึ้น  ผมก็ต้องคอยทำแผลมันเพิ่มไปอีก แต่ทำยังไงก็ไม่หาย มีแต่แผลใหม่ๆโผล่หมา ไอ้ตัวหมาเองก็เริ่มโรยราหมดแรงไปเรื่อยๆ  ถึงขนาดต้องคอยพยุงป้อนข้าวป้อนน้ำมันเลยทีเดียว เพราะมันไม่สามารถที่จะกินเองได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีผมก็คิดในใจว่าอยากจะให้มันไปเหมือนกัน  เพราะเห็นมันแล้วทรมานแทนครับ  แต่ไอ้เจก็อึดผิดคาด ยังไงมันก็ไม่ยอมไป เราคนที่แข็งแรงอยู่ก็ต้องคอยดูแลมัน  แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าจริงๆแล้วผมไม่ใช่คนรักสัตว์อะไรมากมายนัก  แต่ทำไงได้ครับ เราเอามันมาเลี้ยงแล้วก็ต้องดูแลรับผิดชอบให้เต็มที่ ซึ่งผมพูดได้เต็มปากเลยว่าพักหลังๆมานี่ผมค่อนข้างดูแลมันเยอะที่สุดเลยแฮะ เพราะผมเป็นคนว่างงานคนเดียวในบ้าน (ฮ่าๆ) พ่อแม่ไปทำงาน น้องไปเรียน น้องอีกคนก็ไปทำงาน เหลือผมอยู่บ้านคนเดียว เลยได้มีเวลาอยู่กับไอ้เจเยอะหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆแล้วก็เคยติดต่อทางโรงพยาบาลเหมือนกันว่ากรณีแบบนี้จะทำอย่างไรดี แต่หลังจากปรึกษาแล้วไม่ไหวครับ ทางโน้นแนะนำให้เอามันไปนอนในโรงพยาบาล ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลนี่ไม่เบาเลยทีเดียว บอกตามตรงเลยว่าที่บ้านผมไม่สามารถรับได้ไหวครับ สุดท้ายแล้วจึงต้องกลับมาใช้แนวเดิมก็คือดูแลกันเองต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อคืนถือได้ว่าเป็นจุดไคลแมกซ์ในชีวิตไอ้เจเลยทีเดียว พอกินข้าวเสร็จไปตามปกติ ซักพักมันอาเจียนออกมาหมดเลยครับ  จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ก็เคยมีอาการแบบนี้แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรมาก แต่นี่เริ่มผิดปกติตรงที่ว่ามันอาเจียนออกมาอีกครั้งครับ  แต่สำหรับผมเองก็มองว่ามันก็คงใกล้ถึงเวลาแล้วล่ะ ร่างกายเริ่มไม่รับอาหารเข้าไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ เพราะเมื่อเช้าแม่ผมไปปลุกขึ้นมาบอกว่าไอ้เจนอนนิ่งเลย ออกไปดูก็เลยได้ความว่ามันตายเสียแล้ว เมื่อเช้านี่เองครับ สดๆร้อนๆ ก็ถือว่ามันได้ไปดีแล้วล่ะครับ เกิดชาติหน้าภพหน้าก็ขอให้มาเจอกันอีกละกัน หลังจากนั้นก็จัดแจงช่วยกันขุดหลุมฝังมันเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนี้ก็อาจจะไปทำบุญให้มันนิดหน่อย อุทิศส่วนกุศลให้มัน  ซึ่งการไปของไอ้เจแม้ผมจะไม่ได้ร้องไห้เลยซักแหมะ แต่วันนี้ก็รู้สึกเหงาๆแฮะ  บ้านตอนไม่มีมันนอนเกะกะอยู่ดูโล่งๆชอบกล อย่างว่าแหละครับมันอยู่กับบ้านเรามานับสิบปี พอไม่มีมัน ก็ต้องเหงากันพอสมควร ซึ่งนอกจากผมแล้ว แม่กับน้องก็บ่นอารมณ์ประมาณเดียวกันนี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถึงมันจะไปแล้ว มันก็ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญเอาไว้ให้ผมครับ  คนเราเกิดมา จะเป็นคนหรือหมาก็ช่าง ชีวิตนึงเราต้องอดทนครับ ดูตัวอย่างไอ้เจ ที่แม้นว่าเผชิญโรคภัยคุกคาม  สังขารไม่ให้ แต่ก็ยังสามารถอดทนทรหดอยู่มาได้นานนับสิบปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่นานมากสำหรับหมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาที่ผมอยู่กับมันมีเล่นกันบ้าง มีด่ามันบ้าง รำคาญมันบ้าง ขนาดตอนมันร่อแร่ยังสามารถสร้างความป่วนได้เลยครับ บางทีเอาขาตะกายไอ้โน่นไอ้นี่หกเลอะเทอะ ไม่เบาจริงๆ หมาตัวนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แบบไหนพอย้อนกลับไปคิดมันทำให้เราได้รู้เลยว่า ณ ตอนนี้ครอบครัวเราขาดสีสันสำคัญไปเสียแล้ว........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากบทเรียนเรื่องความอดทนสู้ชีวิต การที่เราได้เห็นการตายของมันทำให้เรารับรู้ถึงความเป็นไปของสัตว์โลกทั้งมวล เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีวงจรนี้ไปได้อย่างแน่นอน เมื่อคิดได้แบบนี้มันก็ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีสติ  รู้จักอยู่อย่างมีคุณค่า  มีความสุขอย่างพอประมาณ เพราะตายไปสุดท้ายก็โดนเผาโดนฝัง ก็เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายนี้ขอแผ่เมตตาให้กับไอ้เจ หมาพันธุ์ฮาร์ด โคตรฮึด ให้มันได้ไปสูสุขคติ ไปที่ชอบๆ สำหรับช่วงเวลาสิบปีที่อยู่ด้วยกับมากูจะไม่ลืมมึงเลยเว้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลาก่อน ไอ้เจ....ยอดสุนัขพันธุ์ทรฮึด!!!&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-115402176770359018?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/115402176770359018/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=115402176770359018&amp;isPopup=true' title='22 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115402176770359018'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115402176770359018'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/07/blog-post_28.html' title='ตอนนี้แด่ไอ้เจ…..ยอดสุนัขพันธุ์ทรฮึด'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>22</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-115321366891399354</id><published>2006-07-18T15:59:00.000+07:00</published><updated>2006-07-19T13:55:33.896+07:00</updated><title type='text'>หนองเอย....หนองคาย</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;วีรกรรมปราบฮ่อ หลวงพ่อพระใส สะพานไทยลาว......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ Mr.Gelgloog ขอใช้โอกาสพูดถึงเรื่องจังหวัดที่บอกได้เลยว่าสำหรับผมแล้ว เป็นจังหวัดที่ใกล้ชิดกับตัวเองจังหวัดหนึ่งมากเลยทีเดียว (แม้ว่าแม่งระยะทางจะไกลมาก ฮ่า) ซึ่งหลายๆคนคงรู้จากคำขวัญประจำจังหวัดที่ได้จั่วหัวเอาไว้แล้ว ซึ่งก็คือจังหวัด “หนองคาย” นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่าใกล้ชิดนั่นก็เพราะว่าท่านพ่อของผมเป็นคนหนองคายแท้ๆ ตั้งแต่กำเนิดเลยทีเดียว ซึ่งตระกูลผมก็มาตั้งรกรากอยู่หนองคายตั้งแต่สมัยคุณพ่อของคุณย่าโน่นแหละ (พูดสั้นๆก็คือท่านทวด) ถ้าจำไม่ผิดยศทางตำรวจจะชื่อว่า จมื่นชอบ ระวังการ (มั๊งนะ ส่วนชื่อจริงนี่ลืมไปแล้วแฮะ ใครอยากรู้ไว้ผมจะไปถามพ่อผมดูให้ละกันนะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณทวดได้โยกย้ายจากกาฬสินธุ์มาตั้งรกรากที่หนองคายจนถึงทุกวันนี้ บรรดาอาๆบางส่วนก็ยังคงอยู่ที่โน่น และก็มีบางคนที่ย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ (เช่นพ่อผมเป็นต้น) แต่ถึงแม้ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ ที่บ้านผมก็ยังขึ้นไปเยี่ยมทางโน้นปีละครั้ง ถึงสองครั้ง และอาจจะถึงสามครั้งถ้าฟิตพอ ดังนั้นแล้วผมจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับจังหวัดหนองคายพอสมควรเลยทีเดียว สมัยเด็กๆพอปิดเทอมปุ๊บ ก็จะขึ้นไปอยู่กับคุณปู่ คุณย่า แต่พักหลังพอโตมาด้วยภารกิจเรื่องเรียนและกิจกรรมอะไรหลายๆอย่างทำให้ไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมที่โน่นเท่าที่ควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนมาถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ผมได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมหนองคายอีกครั้ง แต่เป็นโอกาสที่ไม่ใคร่จะดีนักเพราะคุณปู่ของผมป่วยหนักนอนอยู่ห้องไอซียูที่โรงพยาบาลในอุดรธานี ทางบ้านจึงต้องรีบรุดมาโดยด่วน ซึ่งสำหรับอาการของปู่ผมก็ไม่ดีมานานแล้วล่ะครับ ถึงตอนนี้ก็ต้องทำใจกันลูกเดียว เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้นวังวนนี้ไปได้อย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าภารกิจหลักของผมก็คือการกลับไปเยี่ยมเยียนผู้เฒ่าผู้แก่ แต่ภารกิจรองของผมก็เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้เช่นกัน นั่นก็คือผมกับน้องมักจะตระเวนเที่ยวเมืองหนองคายประจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนองคายเองก็ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวแห่งหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งคิดว่าโด่งดังมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติอันแสนลึกลับนั่นก็คือบั้งไฟพญานาคนั่นเอง ถึงเทศกาลนี้ทีไร โอ้ยคนมืดฟ้ามัวดินมากันเต็มไปหมด สำหรับผมเองก็เคยเห็นมากับตาแล้วครับ มันน่าตกใจจริงๆ อยู่ก็มีลูกไฟสว่างวาบโผล่ฟุ่บขึ้นมาจากน้ำเฉยเลย ใครสนใจก็ไปกันได้ครับที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ห่างจากตัวเมืองไปนิดหน่อยครับ ประมาณไม่กี่สิบกิโลเมตร ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นช่วงประมาณเดือนตุลานะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือถ้าใครชอบเที่ยวภูเขาก็ไม่ควรพลาดครับ ที่ กิ่ง อ.บุ่งคล้า ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองและห่างจากความเจริญพอสมควรเลย (พอดีอาของผมเป็นรายอำเภอที่นั่นเลยมีโอกาสได้ไปเยี่ยม) แต่ถ้าไปที่ภูวิวโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนหน้าหนาวนี้รับรองต้องประทับในแน่นอนครับ ความเป็นธรรมชาติที่นี่ยังหลงเหลืออยู่เยอะมากเลยทีเดียว แต่เสียอย่างเดียว ปีนลำบากฉิบเป๋งเลย ฮ่าๆ แต่คนที่เคยไปภูกระดึงบอกว่าที่นี่ยังเบากว่าภูกระดึงเยอะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภูทอก ที่ อ.ศรีวิลัย ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจครับ ขึ้นไปกราบนมัสการพระอาจารย์จวน สำหรับทางขึ้นที่นี่ไม่โหดหินเท่าภูวัวครับ แต่ก็มีให้เสียวเหมือนกันเพราะต้องขึ้นบันไดสูงไปกว่าเจ็ดชั้น ไอ้ชั้นล่างๆไม่เท่าไหร่หรอก พอชั้นบนๆนี่มีเหวอแดกครับ เพราะเป็นแง่งบันไดไม้เกาะอยู่ข้างๆภู มองลงล่างไปทีนี่แทบลมจับครับ แต่เมื่อขึ้นไปถึงบนสุดแล้วจะสงบร่มเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ บรรยากาศน่างีบกลางวันเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ครั้งล่าสุดที่ได้ไปนี่ผมไม่ได้ออกไปไหนไกลครับ เพราะต้องเทียวไป – กลับ อุดร – หนองคาย เลยได้ไปแต่ที่ใกล้ๆ และตระเวนเที่ยวตัวเมืองยามค่ำเท่านั้นเอง ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่ายามค่ำคืนของหนองคายมีอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนองคายเป็นจังหวัดที่น่าอยู่ใช่ย่อยนะครับ ไม่ใช่แต่เฉพาะกับคนไทยด้วยกันเอง หากรวมไปถึงในสายตาของชาวต่างชาติด้วยถึงขนาดที่นิตยสาร Modern Maturity เคยจัดอันดับเอาไว้ว่าหนองคายเป็นเมืองที่น่าอยู่เป็นอันดับ 7 ของโลกเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เราจะเดินเฉี่ยวกับฝรั่งตาน้ำข้าวที่หนองคาย บางคนไม่ได้มาเที่ยวเฉยๆ พี่แกกะมาตายที่นี่ก็ยังมี มีเยอะนะครับพวกที่ปลดเกษียณตัวเองแล้วมาพำนักอยู่ที่หนองคาย ที่บ้านเช่าของคุณย่าผมก็เคยมีฝรั่งแบบนี้มาพักเหมือน และก็คงสมใจแก เพราะแกไหลตายคาห้องเลยครับ เห้อ.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้เรื่องการจัดอันดับโดยสมาคมผู้เกษียณอายุอะไรนั่นผมเฉยๆครับ สำหรับผมหนองคายก็ยังคงเป็นเมืองที่น่าอยู่เสมอ เพราะเป็นเมืองที่เงียบสงบ อาหารอร่อย แถมถูกอีกต่างหาก แต่อาจจะไม่ถูกใจสำหรับคนที่ชอบชีวิตยามราตรีซักเท่าใดนัก เหตุผลก็คงอยู่ที่ความเงียบสงบอันสุดยอดของเมืองหนองคายยามราตรีนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนกลางคืนที่โน่นเงียบมากครับ แค่สามทุ่มก็เริ่มเวิ้งว้างแล้ว จะมีจุดที่คึกคักบ้างก็คงจะอยู่ที่แผงขายอาหารต่างๆในเมือง แต่รับรองว่าไม่เกินสี่ทุ่มปิดเรียบแน่นอน อีกที่หนึ่งที่คึกคักก็คงจะเป็นโซนถนนริมแม่น้ำโขงครับ เพราะจะเรียงรายไปด้วยร้านเนื้อกระทะ (เนื้อย่างเกาหลีนั่นแหละ) ร้านจิ้มจุ่ม (นอกจากตรงริมโขงมีร้านนึงเด็ดมากตรงแถวๆสถานีรถไฟ น้ำซุปนี่หวานอร่อยมากทีเดียวได้ข่าวว่าเค้าใช้น้ำมะพร้าวอ่อนมาต้มทำเป็นน้ำซุป ไอ้เราตอนแรกก็นึกว่าใส่อะไรผิดปกติหรือเปล่าว้า เพราะมันอร่อยเกินควร ฮ่าๆ) ร้านขายนมปั่น รวมไปถึงร้านเหล้าปั่น แต่โซนนี้ก็คึกคักได้ไม่นานครับ สี่ทุ่มก็เริ่มหงอยกันแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังเกตได้เลยว่าคนหนองคายชอบกินเนื้อกระทะมากครับ แถมที่โน่นก็รสดีใช้ได้ ร้านเนื้อกระทะริมโขงนี่ตั้งเรียงรายกันเต็มไปหมดจนไม่อยากจะนับเลย ทีเด็ดอีกอย่างก็คือมีเนื้อกระทะ delivery ด้วย ใช่ย่อยนะเนี่ย เพียงแค่คุณโทรสั่งไป ของก็จะมาส่งถึงที่พร้อมอุปกรณ์ย่าง แน่นอนว่าต้องมีเชื่อเพลิงซึ่งก็คือถ่านให้ด้วย ตอนก่อเตาก่อนกินก็สนุกไปอีกแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาที่โซนริมโขงต่อ สำหรับผมคิดว่ามุมนี้เหมาะสำหรับที่จะนั่งจิบอะไรยามค่ำครับหม่ำเนื้อกระทะเสร็จก็อาจจะหาอะไรเย็นๆดื่มสร้างความมึนให้กับศีรษะเสียหน่อย หรือจะนั่งดื่มนมปั่นหวานมันก็ดีไปอีกแบบครับ แต่ต้องขอบอกไว้อย่างหนึ่งว่าร้านนมที่นี่เป็นแบบเรียบง่ายครับ ปูเสื่อนั่งกับพื้น วันไหนอากาศร้อนมากเวลานั่งก็จะรู้สึกอุ่นๆที่ก้นหน่อยล่ะครับ ถือว่าได้บรรยากาศไปอีกแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องราคานี่ไม่ต้องห่วงครับ ไม่แพงเลยครับ รับรองกินอิ่มเมาหลับสบายกระเป๋าแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่บอกครับว่าหนองคายมันออกจะมาแนวสงบซักหน่อย ขนาดที่ว่าช่วงสงกรานต์สองสามทุ่มก็เงียบสงัดแล้ว ไอ้พวกที่กินเหล้าเย้วๆ กันตอนกลางวันก็กลับไปนอนหมด คนเมืองนี้เที่ยงตรงกับเวลานอนมากครับ (คิดไปเองป่าววะ) ดังนั้นถ้าหากใครชอบความคึกครื้นก็ควรขับรถไปที่อุดรธานีซึ่งเป็นจังหวัดข้างเคียงครับที่นั่นค่อยข้างจะมีสถานที่ยามกลางคืนเยอะทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ เกือบลืมไปครับ ของกินที่อร่อยของหนองคายนอกจากจะเป็นเนื้อกระทะแล้ว ยังมีพวกปลาแม่น้ำที่อร่อยเป็นที่สุดครับ ครั้งล่าสุดที่ผมไปมานี่ได้ไปกินที่ อ.โพนพิสัยครับ มีปลาแข่ (แต่เค้าจะเรียกกันว่าปลาแค่) สดๆพึ่งขึ้นมาจากแม้น้ำเลยตัวประมาณซัก 3-4 โลได้ เนื้อนี่เหลืองมันอร่อยเชียวครับ ไม่ว่าจะเอาไปทอด ไปหมก ไปลาบ โอ้ย ทำอะไรก็อร่อยไปหมด คิดแล้วอยากไปอีกจริงๆเลยพับผ่าดิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากอาหารอร่อยแล้ววิวยังดีอีกครับ เพราะร้านทีไปกินนี่อยู่ริมโขงเลย เห็นแม่น้ำโขงเต็มๆ อีกทั้งตรงนั้นเป็นช่วงของแม่น้ำที่มีน้ำไหลจากเขื่อนน้ำงึมฝั่งลาวมารวมผสมกันเหมือนเป็นสามแยกน่ะครับ ช่วงยามเย็นเราจะเห็นสีตัดกันระหว่างน้ำโขงสีแดงกับน้ำสีม่วงจากฝั่งลาวครับ เป็นทัศนียภาพที่น่าชมจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงแล้วที่เที่ยวของหนองคายยังมีอีกเยอะครับ แต่ตอนนี้ผมคิดไม่ออกเองแหละ ฮ่าๆ ไว้ถ้ามีโอกาสจะทยอยมาบอกเล่าเก้าสิบกันนะครับ สำหรับใครที่คิดอยากไปเที่ยวหนองคายก็ลองดูครับ เดินทางไกลซักหน่อย แต่ถ้าอยากนั่งเครื่องบินก็มีครับนั่งไปลงที่อุดรฯก่อนแล้วต่อรถตู้เข้าเมืองหนองคายได้ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณล่ะว่าจะเดินทางแบบไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคราวนี้ผมคงต้องขอลาไปก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแต่พักนี้ blog เรามีแต่เรื่องเรื่อยเปื่อยแฮะ อิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับที่สนใจข้อมูลจำเพาะของจังหวัดหนองคาย ประวัติศาสตร์ความเป็นมา หรือเรื่องอื่นๆ เชิญคลิกได้&lt;a href="http://www.nongkhaiprovince.com/"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;เลยครับ มีข้อมูลอย่างครบถ้วน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-115321366891399354?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/115321366891399354/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=115321366891399354&amp;isPopup=true' title='19 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115321366891399354'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115321366891399354'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/07/blog-post.html' title='หนองเอย....หนองคาย'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>19</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-115218846940615427</id><published>2006-07-06T18:27:00.000+07:00</published><updated>2006-07-08T16:26:12.376+07:00</updated><title type='text'>เรื่อยเปื่อยเรื่องฟุตบอลกับ Mr.Gelgloog</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงครับ หลังจากที่ Mr.Gelgloog หายไปนาน..........(จริงๆมันก็ขี้เกียจ up เป็นประจำอยู่แล้ว ฮ่าๆ) &lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เพื่อให้รับกับเทศกาลบอลโลก วันนี้ขอเล่าเรื่องเบาๆก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;สำหรับผมเองไม่ได้เป็นแฟนบอลอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก อารมณ์แบบว่าเห่อฟุตบอลโลก ค่อยมาเชียร์กับเค้าซักทีนึง ซึ่งคราวนี้พลพรรคอินทรีเหล็กโชว์ลีลาโดนใจผมเข้าอย่างจัง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;เยอรมันยุคคลิ้นซี่เล่นสนุกมากครับ ไม่น่าเบื่อเหมือนในอดีตพี่ผ่านมา เปิดเกมบุกได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าตัวผู้เล่นจะไม่ได้มีลีลาพริ้วไหวเหมือนแซมบ้า แต่มีลูกบุกที่ดุดัน ดูแล้วมันส์ลูกกะตาจริงพับผ่าดิ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายบอล timing การถ่างโซนเปลี่ยนข้างอะไรทำได้ฉับไวมาก ทีเด็ดก็คือทีมนี้แม่งยิงไกลได้เกือบทุกตัวเลยมั๊ง เอาเป็นว่าถ้าเยรอมันทำเกมบุกขึ้นมาเมื่อไหร่ ต้องมีได้จบแน่นอน (แต่เข้าไม่เข้าก็อีกเรื่องนะ เหอ เหอ)&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;แม้เกมรับในแมทช์แรกจะมีปัญหานิดหน่อย แต่ตอนหลังเจ้าฉลามขาวก็ปรับทัพจัดขบวนให้เข้ารูปเข้ารอย จนเยอรมันกลายเป็นทีมเต็งทีมหนึ่งเลยล่ะที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div align="justify"&gt;สรุปก็คือทีมเยอรมันเล่นโดนใจผมมากครับ ตั้งแต่แมทช์เปิดสนามที่ดูใจก็บอกเลยว่าเที่ยวขอตามอินทรีหล็กคว้าถ้วยบอลโลกซะหน่อยเถิดน่า ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ โดยเฉพาะแมทช์เจอสวีเดนนี่ โอวว พระเจ้า มันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ไปกินโจ๊กกับเพื่อนกลับมาเปิดทีวี 2 - 0 แล้ว อะไรมันจะแกร่งขนาดนั้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div align="justify"&gt;จนมาถึงรอบเจออิตาลี ซึ่งผมเองเชียร์เยอรมันสุดใจขาดดิ้นอยู่และคิดว่าแม้ว่าจะคู่คี่เพียงใด เยอรมันน่าจะ เบียดทัพอัซซูรี่ไปเข้าชิง &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;แต่แมทช์นี้เองทำให้ผมแทบแดดิ้น........&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;ถ้าจะพูดอย่างตรงไปตรงมาผมเองไม่ค่อยชอบทีมอิตาลีเท่าไหร่นัก แบบว่ารำคาญแทกติกมันหวะ ดูมันเล่นแล้วแสนจะน่าเบื่อ พอยิงเข้าไปลูกนึงก็อุดซะมืดฟ้ามัวดินรอสวนเค้าท์เตอร์อย่างเดียว จังหวะบอลไม่อยู่กับตัวก็เร่ง press เค้าซะ บีบเค้าซะจนเอาบอลมาได้ พอบอลอยู่กับตัวก็นะ เล่นลิงชิงบอลชิ่งไปชิ่งมา เอากะมันดิ แถมเรื่องนอกเกมนี่ไม่ต้องสืบเลย การพุ่งล้มทิ้งตัวนี่แสนจะธรรมดามาก ไหนจะเรื่องถ่วงเวลาอีก สารพัดที่จะพูดจริงๆ (ขอโทษแฟนบอลอิตาลีด้วยจริงๆ)&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;โดยเฉพาะแมทช์เจอออสเตรเลีย อีตากรอซโซ่ก็ทำลงไปได้ ผมนี่ถึงกับรับไม่ได้จริงๆพัยผ่าดิ แต่นี่เป็นมุมมองจากสายตาผมนะ คนอื่นจะว่ายังไงก็แล้วแต่มุมมองละกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;ดังนั้นแมทช์ อิตาลี เยอรมันนี่ไม่ต้องห่วงเลยผมถือหางเยอรมันเต็มข้อ รีบชวนพรรคพวกมาดูร้านประจำแถวบ้านทันที ซึ่งก็เป็นแฟนบอลอิตาลีเสียเป็นส่วนใหญ่&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;เกมนี้เล่นกันมันส์มากครับ อิตาลีก็ดันเล่นไม่น่าเบื่ออีก เปิดเกมแลกกันอย่างสมศักดิ์ศรี สำหรับคู่นี้ตอนดูอยู่เวลาผ่านไปไวมากครับ เพราะเล่นกันนี่ไม่มีหยุดหย่อนเลย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;เกมการเล่นสูสีต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทเวลาเจ็บ ซึ่งความปวดร้าวของผมเกิดขึ้น ณ ช่วงนี้เอง อีตากรอซโซ่อีกแล้ว ปั่นลูกซะเนียนโค้งไปเสียบเสา เลห์มันหมดสิทธิ์คว้า โอวววว&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;ลูกเดียวไม่เท่าไหร่ ยังพอจะลุ้นได้อยู่ แต่ไปๆมาๆ โดนไปอีกลูกซะงั้น เล่นเอาผมหมด feel ไปเลย ซึ่งตรงกันข้ามกับเพื่อนผมมาก ที่กลายเป็นยอดคนไปเรียบร้อย หลังจากที่พี่เดลฯ ซัดลูกสองเข้าไป พี่แกเล่นวิ่งหายไปร้านเลย คงด้วยอารามดีใจมากๆแหละมั๊ง วิ่งหายไปสองสามนาทีได้ครับ เล่นเอาทั้งโต๊ะงงเป็นไก่ตาแตก แถมกลับมาอีกทีรองเท้าแม่งเสือกหายอีก เอ้อ ต้องช่วยกันส่องไฟหารองเท้าแม่งอีก ฮาร์ดฉิบ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;ประเด็นสำคัญคือช่วงบอลโลกผมเห็นยอดคนเยอะมาก (ยอดคนก็คือบุรุษหรือสตรี ที่ผ่านการถูกเคี่ยวกรำ ไม่ว่าจะเรื่องใดๆมาอย่างหนักหน่วง) เมื่อวานเลยสดๆร้อนๆ เพื่อนผมที่แม่งติดปลายนวมโปรตุเกสไปนี่ ถึงกับกลายเป็นยอดคนทันทีหลังจากจบเกม คนนึงนอนฟุบลงไปกับพื้นเหมือนโดนตีจากท้ายทอยอย่างแรง อีกคนหนึ่งเอามือกุมหัวหน้าซุกกะโปก เอ้อ........ยอดคน ยอดคน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;ก็จะขอฝากเอาไว้นิดหน่อยนะครับว่าจะติดปลายนวมก็เอาแค่พอประมาณ เข้าใจครับว่าการพนันกับวัฒนธรรมไทยเป็นอะไรที่แน่นแฟ้นกันมาก จะมาทำตัวด่ากราดคนที่เล่นก็ใช่ที่ เอาเป็นว่าติดปลายนวมแต่พอประมาณครับ อย่าหวังรวยกับมัน เล่นพอให้ลุ้น เสียก้อไม่เจ๊ง ไม่ใช่มีสองร้อยไปเล่นสองพันแบบนั้นไม่เอานะครับ อิอิ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;อีกอย่างก็คือเรื่องสุขภาพครับ ดูแลกันให้ดีๆ ช่วงนี้ผมไม่สบายบ่อยมากเพราะ นอนดึก + ตากฝน ไม่ดีเลยทีเดียว ท่านๆก็ระวังตัวกันด้วยนะครับด้วยความเป็นห่วงจาก Mr.Gelgloog&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;รักษาร่างกายให้เตรียมพร้อมครับ มีอีกสองแมทช์รอเราอยู่&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;ขอให้มีความสุขกับเทศกาลบอลโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-115218846940615427?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/115218846940615427/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=115218846940615427&amp;isPopup=true' title='17 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115218846940615427'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115218846940615427'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/07/mrgelgloog.html' title='เรื่อยเปื่อยเรื่องฟุตบอลกับ Mr.Gelgloog'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>17</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-115095645890217981</id><published>2006-06-22T12:23:00.000+07:00</published><updated>2006-06-22T13:09:22.810+07:00</updated><title type='text'>รักในหลวง??</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สืบเนื่องมาจากการที่เข้าไปอ่าน &lt;a href="http://lekparinya.blogspot.com/"&gt;blog ของพี่ parinya &lt;/a&gt;เข้าให้ มันเลยกระตุกต่อมบางอย่างในตัวผมขึ้น เลยขอลุกขึ้นมาเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวกับเค้ามั่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-----------------------&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาถือเป็นมหาโอกาสที่เป็นสำคัญและเป็นมงคลยิ่งสำหรับชาวไทย ที่ได้มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก แต่เรื่องนั้นผมว่ายังไม่สำคัญเท่ากับการที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานมิยอมเหน็ดเหนื่อยมาเป็นระยะเวลาเกินกว่าครึ่งศตวรรษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดระยะกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ท่านทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจ เอนกอนันต์นานัปการ เพื่อผสกนิกร ปวงชนชาวไทย ก่อให้เกิดคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล และที่สำคัญ จากการที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นระยะเวลานาน แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ก็ได้ค่อยๆตกผลึกขึ้นมา และสุดท้ายก็กลายเป็นปรัชญาหลักของท่านในแนวทางการปฏิบัติและพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งผลของวัตรปฏิบัติของท่านดังกล่าวเป็นสิ่งที่แทบไม่ต้องสาธยายกัน เพราะเราทุกคนต่างก็คงซาบซึ้งประจักษ์อยู่ในใจกันถ้วนหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันคงจะไม่เกินจริง ถ้าหากจะบอกว่าตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นคำที่แสนฮิต กลายเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่ง ที่ทุกหน่วยงาน กระทรวง กรม กองต่างต้องมีคำนี้แปะหน้าเอาไว้ไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คำถามที่ควรจะตั้งประเด็นไว้ก็คือ...........จะมีใครซักกี่คนที่เข้าถึงแนวคิดดังกล่าว แล้วนำมันมาปรับใช้อย่างจริงจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะพูดอย่างสั้นๆ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงน่าจะประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) กระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการรู้จักประมาณตน&lt;br /&gt;2) กระทำทุกอย่างภายใต้ความมีเหตุมีผล ไม่ใช่เอะอะก็เฮโลทำไปตามกระแสขาดขาดหลักการสนับสนุน&lt;br /&gt;3) สุดท้ายต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ต้องมีสติ สร้างภูมิคุ้มกันต่อสิ่งรอบข้าง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นได้ว่าแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า “ทางสายกลาง” อย่างยิ่ง กล่าวคือ จะทำอะไรต้องรู้จักประมาณตน ต้องมีเหตุมีผลและมีสติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าลักษณะความมีเหตุผลภายใต้แนวคิดดังกล่าวมิใช่ความมีเหตุผลภายใต้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ economic agent เป็นสัตว์เศรษฐกิจ (homoeconomicus) ที่มีเหตุผล (rational) และต่างต้องการแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ตัวเอง หากแต่เป็นความมีเหตุผลในแง่มุมที่เลยขอบเขตมิติทางด้านเศรษฐกิจไปสู่มิติทางด้านสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจพอเพียงสอนให้เรารู้จัก “พอ” แต่ไม่ได้สอนให้เรากลับไปอยู่ป่า หากแต่สอนให้เรารู้เท่าทันตนและคนอื่น ไม่หลงกระแสความโลภทั้งที่อยู่ในตัวเราและที่ถูกปลุกปั่นโดยการตลาดสมัยใหม่ เพราะระบบทุนนิยมเป็นระบบที่อยู่ได้เพราะการปลุกปลั่นการบริโภค ดังนั้นแล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่ชีวิตเราจะถูกสื่อโฆษณา (และไม่ใช่โฆษณาแต่ก็ส่งผล) ต่างๆทะลุแยง แซงเข้ามาในจิตใจเรา ดังนั้นคุณูปการของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือการที่ให้เรารู้จัก “พอเพียง" ในการ “บริโภค” ไม่หลงมัวเมากับกระแสบริโภคนิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจพอเพียงสอนให้เรารู้จัก “พอ” แต่ไม่ได้สอนให้เราอดตาย หากสอนให้เราประกอบสัมมาอาชีพ ไม่คดโกง ไม่ทุจริต ไม่คอรัปชั่น ทำงานด้วยใจรัก ด้วยฉันทะ และด้วยความประมาณตน สอนให้เราอยากเท่ากับที่เราพอจะหาได้ อยู่อย่างสัมมาพาควรตามบริบทสังคมที่เราดำรงอยู่ สอนให้เรา "พอเพียง" ในแง่การใช้ชีวิตให้เรามีความสุขไปตามอัตภาพ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เศรษฐกิจพอเพียงสอนให้เรารู้จัก “พอ” แต่ไม่ได้สอนให้เราเลิกผลิตสินค้า หากสอนให้เราทำธุรกิจด้วยความชอบธรรม นายจ้างไม่เอาเปรียบลูกจ้าง ลูกจ้างมีความสัตย์ซื่อให้นายจ้าง ทำธุรกิจ ทำการผลิตโดยคำนึงถึงสังคม คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงศักยภาพของตน ทำการค้าด้วยความพอประมาณ ไม่ใช่มี 1 ส่วนกู้ 10 ส่วน ทำธุรกิจหวังแต่ได้ จับเสือมือเปล่า แน่นอนว่าการทำธุรกิจย่อมต้องการผลกำไร แต่ต้องรู้จัก "พอเพียง" กับกำไรที่ได้มา แสวงหากำไรด้วยความชอบธรรมไม่ได้มาจากการเหยียบย่ำซ้ำเติมใคร และไม่ว่าใครจะเถียงผมหรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าการขูดรีดและโลกทุนนิยมเป็นสิ่งที่คู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการที่มนุษย์ขูดรีดกันเอง หรือมนุษย์ไปขูดรีดธรรมชาติ ดังนั้นภายใต้ความสัมพันธ์อันขัดแย้งดังกล่าว แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจึงเปรียบเสมือนเป็นทางสายกลางอันจะนำให้ มนุษย์อยู่ร่วมกันเองและกับธรรมชาติได้อย่างผาสุกขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงกลับกลายเป็นเพียงแค่คำๆหนึ่งที่เหมือนกับเป็น “แฟชั่น” ใครๆต่างก็ใช้กัน (โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ) ทั้งๆที่สุดท้ายแล้ว (ในสายตาผม) มันไม่เห็นจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรทีเป็นรูปธรรม คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นคำๆหนึ่ง ที่ใช้ “ปกปิด” ซ่อนเร้นความสัมพันธ์แบบทุนนิยม การขูดรีดกันเองและการขูดรีดธรรมชาติยังคงดำเนินต่อไป ตามปรกติวิสัยของมัน.........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจพอเพียงกับระบบทุนดูจะเป็นอะไรที่มีความขัดแย้งกันพอสมควร ส่วนตัวผมเองเชื่อว่าลักษณะความสัมพันธ์แบบทุนนิยมคงเป็นสิ่งที่จะคงอยู่อีกยาวนาน แต่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนี่แหละถ้าหากเราปฏิบัติอย่างเป็นจริงจัง มันจะกลายมาเป็นกลจักรสำคัญที่ทำให้เราอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างมีสุขขึ้น และรู้เท่าทันพิษภัยของมัน ไม่หลงไปตามกระแสทุนที่พากันไหลทะลักล้นไปทั่วทุกอณูสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคงไม่เก่งพอที่จะสร้างแนวทฤษฎีใหม่ที่จะให้คำตอบว่าเราจะต้องนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้อย่างไรจึงจะลุล่วงตามเป้าหมายของมัน แต่ผมเชื่อว่า ผมของแนวคิดดังกล่าวมันจะเป็นรูปเป็นร่างได้ถ้าเราช่วยกันทำตัวอย่าง “พอเพียง” ซึ่งแน่นอนว่าเราแต่ละคนย่อม “พอ” ไม่เท่ากัน แต่เราลองมา “พอ” เท่าที่เราจะทำได้กันดีไหมครับ???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และถ้าหากท่านใดอยากอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงจากมุมมองที่ลึกซึ้งกว่าที่ผมเสนอมาก็ขอเชิญเข้าไปอ่านใน &lt;/span&gt;&lt;a href="http://lekparinya.blogspot.com/"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;blog ของพี่เล็ก&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ได้เลยนะครับ ไม่เสียตังค์แถมได้หยักเพิ่มอีกต่างหาก (สงสัยวันหลังต้องคิดค่าคอมมิชชั่นแล้วม๊างง อิอิ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นของผมไมได้อยู่ที่การ discredit ใครทั้งสิ้น หากแต่ต้องการแสดงมุมมองในทัศนะของตนเอง เพราะผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนรักในหลวงทั้งนั้น แต่นอกเหนือจากความรักแล้วเราก็ควรตั้งคำถามก็การแสดงออกซึ่งความรักต่อท่านที่เรากำลังทำอยู่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังเช่นในกรณีในของสายรัดข้อมือและเสื้อเหลืองนี่ก็เช่นกัน การแสดงออกความรักต่อท่านเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ลองคิดดูให้ดีซิว่า ท่านจะดีใจไหมถ้าเห็นคนมาแย่งกันเบียดซื้อเสื้อเหลือง บ้างก็ทะเลาะกันเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อแย่งชิงเสื้อตัวเดียว ก่อให้เกิดความขัดแย้ง (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องโทษกระทรวงพาณิชย์ด้วย ที่ไม่ได้เตรียมการอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว เห็นภาพเหตุการณ์แล้วมันน่าหัวเราะทั้งน้ำตาจริงๆ) สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราควรทำเช่นนั้นหรือ??&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจำไม่ผิดผมเคยนำเสนอเกี่ยวกับมุมมองแนวคิดในเรื่อง&lt;/span&gt;&lt;a href="http://gelgloog.blogspot.com/2005/10/blog-post_20.html"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การบริโภคเชิงสัญญะ &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;(consumption of signs) เอาไว้แบบเกริ่นๆแล้ว ซึ่งจากปรากฏการณ์ดังกล่าวสิ่งที่เรามองเห็นก็คือเราต่างต้องการที่จะแสดงความรักต่อท่านผ่านตัวสินค้า (แม้ว่าบางคนอาจจะปฏิเสธ แต่เชื่อได้เลยว่าคนๆนั้นได้ตกอยู่ภายใต้ระบบสัญลักษณ์ดังกล่าวเสียแล้ว) “เสื้อ” และ “สายรัดข้อมือ” กลายเป็น “สัญญะ” ที่แสดงออกซึ่ง “ความรัก” "ความภักดี" "ความเคารพเทิดทูนบูชา" ฯลฯ ที่มีต่อในหลวง อย่างที่ผมเคยบอกแหละครับ ภายใต้ระบบทุน ถ้าอะไรที่มันเอามาเป็นสินค้าได้ ไม่ชาตินี้ก้อชาติหน้ามันไม่มีทางรอดพ้นแหงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองของผมอาจจะฮาร์ดเกินไปสำหรับหลายๆคน เพราะเคยพูดเรื่องนี้กับเพื่อนทีนึง ถึงกับโดนด่าเสียจนหาทางกลับบ้านไม่ถูกเลย (โดนด่าแบบไม่มีโอกาสได้พูดเลย ฮ่าๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เขียนมาไม่ได้เป็นการว่าใครแบบเฉพาะเจาะจงนะครับ หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การที่คนไทย รักในหลวงอย่างสุดซึ้งนี่มันก็เป็นเรื่อง “จริง” และการที่เราต่างแสดงออกความรักที่มีต่อท่านผ่านทางสินค้า รวมถึงการที่สินค้าดังกล่าวมันแผงสัญญะบางสิ่งบางอย่างอยู่มันก็ “จริง” เหมือนกัน และคงไม่มีความจริงอะไรเหนือกว่าอะไร แต่ผมอยากจะพยายามมองและชี้แจงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเป็น “จริง” จากมุมมองของผมเอง (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นจริงที่สุดก็ได้ เอ๊ะยังไงของมันวะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาปฏิเสธปรากฏการณ์ดังกล่าว การที่เราต่างสร้างอัตลักษณ์และสื่อสัญลักษณ์ต่างๆ ผ่านทางสินค้าคงไม่ได้เป็นที่เหตุการณ์ผิดปกติแต่อย่างใด และผมกลับคิดว่ามันแสนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียเหลือเกินในโลกหลังสมัยใหม่ ดังนั้นหน้าที่ของเราจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธมันอย่างยันป้าย หากแต่ต้องลงมาทำความเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าวเพื่อตัวของพวกเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นถ้าหากเราพิจารณาตรงนี้อย่างถ้วนถี่ เราก็จะพบเลยว่าเราควรจะรักท่านอย่างไรให้ถูกทางครับ และเราก็คงไม่ได้ยินไม่ได้เห็นข่าวที่ไม่น่าดูน่าฟังเหล่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแสดงออกซึ่งความรักที่มีต่อท่าน ไม่ว่าจะเป็นด้านใดๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าเรารักท่านอย่างมีสติและพยายามมองซิว่าสิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้เราคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่เราควรจะปฏิบัติตามเพื่อแสดงความรักและสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ท่านมีต่อพวกเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายแล้วผมคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการขอให้รักท่านอย่างมีสติเถิดครับ อย่ารักแบบตามกระแส รักท่านด้วยการกระทำตามแนวคิดของท่านเถิดครับ ผมเองคงไม่มีสิทธิ์และคงมิอาจเอื้อมที่จะไปคิดแทนท่าน แต่ผมเชื่อว่าถ้าหากว่าเราแสดงออกซึ่งความรักท่านโดยนำแนวคิดของท่านไปปฏิบัติไปเป็นหลักยึดในจิตใจ ท่านคงจะยินดีกับเราด้วยอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และขอให้มีความสุขกับเทศกาลบอลโลกครับ (เกี่ยวมั๊ยเนี่ย??)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/17571775-115095645890217981?l=gelgloog.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gelgloog.blogspot.com/feeds/115095645890217981/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=17571775&amp;postID=115095645890217981&amp;isPopup=true' title='40 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115095645890217981'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/17571775/posts/default/115095645890217981'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gelgloog.blogspot.com/2006/06/blog-post_21.html' title='รักในหลวง??'/><author><name>Gelgloog</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16420485809109668021</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/blogger/7349/1696/1600/gto.jpg'/></author><thr:total>40</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-17571775.post-114872301709783660</id><published>2006-05-27T16:34:00.000+07:00</published><updated>2006-05-27T17:44:53.026+07:00</updated><title type='text'>สัพเพเหระเรื่องการ์ตูน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;วันนี้มาคุยเรื่องเบาๆกันบ้างดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดว่าหลายๆท่านเองที่แวะเวียนเข้ามาใน blog นี้คงเคยอ่านหรือเคยชมการ์ตูนไม่มากก็น้อย สำหรับตัวผมเองพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าชีวิตผูกพันกับการ์ตูนมาก กล่าวคือจำความได้ต๊อกแต๊กๆ ก็เริ่มอ่านเริ่มดูการ์ตูนแล้วมั๊ง หรือไม่ตอนเช้าๆก็ต้องรีบตื่นมาเปิดช่องเก้าการ์ตูน เป็นรายการเดียวจริงๆ ที่ทำให้เด็กอย่างเราตื่นเช้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่จบแค่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับการ์ตูนยิ่งแนบแน่น แนบสนิทขึ้นเรื่อยๆ สมัยเด็กๆนี่ต้องถึงกับเก็บเงินค่าขนมไว้ซื้อการ์ตูนรายสัปดาห์ คิดไปคิดมาก็นะ โดนมอมเมาด้วยการ์ตูนทั้งแต่เด็กเลยแฮะ ฮ่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนยุครุ่นๆผมแล้ว น่าจะบแบ่งการ์ตูนออกได้เป็นสองช่วงใหญ่ๆนะ ช่วงแรกก็น่าจะเป็นช่วงที่การ์ตูนไม่มีลิขสิทธิ์เบ่งบาน คงประมาณตอนผมอยู่ประถมล่ะมัง จะมีการ์ตูนรายสัปดาห์จำพวก The Talent, Animate หรือ NOVA ออกมาเขย่ากระเป๋าเงินได้ทุกอาทิตย์ จำได้ว่าตอนไปเรียนพิเศษสมัยเด็กๆนี่ผมยืนรอหน้าร้านเลยนะ การ์ตูนรวมเล่มนี่มาแบบฮาร์ดมากโดยเฉพาะพวกหมึกจีนนี่ไม่ต้องสืบ อ่านให้ตายกันไปข้างเลยครับ แต่ละเล่มนี่หนาโคตรๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ใช่ว่าในยุคนั้นการ์ตูนลิขสิทธิ์จะไม่มีนะครับ เรายังสามารถเห็นพวก Viva Friday หรือการ์ตูนปกสองชั้นที่เป็นลิขสิทธิ์ของวิบูลย์กิจอยู่ประปราย ผมว่าบ้านเมืองเรายังไม่บ้านป่าเมืองเถื่อนขนาดนั้น เพียงแต่การ์ตูนไร้ลิขสิทธิ์นี่มันทำมาค้าคล่องจริงๆผับผ่าสิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาการ์ตูนจำพวกไม่มีลิขสิทธิ์เริ่มไร้ที่อยู่ บวกกับการอุบัติขึ้นของ BOOM กับ C-Kids ซึ่งไปกว้านซื้อพวกการ์ตูนเรื่องเจ๋งๆ กลั่นๆ มาทั้งนั้น ทั้งดรากอนบอลเอย กัปตันซึบาสะเอย โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ลัคกี้แมน ฯลฯ เล่นเอาการ์ตูนไม่มีลิขสิทธิ์หมดแผ่นดินอยู่ไปโดยปริยาย แต่ก็ยังเห็นแซมๆมาบ้างนะครับ คงยากนะสำหรับเมืองไทยที่จะปราบพวกนี้ให้หมดไปร้อยเปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้การ์ตูนไร้ลิขสิทธิ์นี่มาแนวใหม่เลยครับ ไปจับเอาการ์ตูนพวกติดเรทหน่อยๆ การ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่มาทำขายกัน เล่นเอาคนอ่านวูบวาบหายใจไม่ทั่วท้องกันเลยทีเดียว แต่ก็มีประเภทที่โจ๊งครึ่มไปเลยก็มีนะ เล่นทำเอาตกใจเลยว่า เห้ย การ์ตูนญี่ปุ่นนี่มันมีแบบฮาร์ดๆ ขนาดนี้เลยหรอวะนั่น!! น่าเป็นห่วงเหมือนกันครับสำหรับบ้านเมืองเราที่กฎหมายเกี่ยวกับการควมคุมสื่อต่างๆยังไม่ค่อยแข็งแรงนัก น่ากลัวจะไปเจอเด็กอนุบาลเดินไปซื้อเข้าซักวัน คงฮาร์ดน่าดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมก็มีพฤติกรรมการบริโภคการ์ตูนที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สมัยเด็กๆ นี่ใช้เก็บหอมรอบริบซื้อเอาครับ สะสมจนล้นบ้
