Wednesday, June 20, 2007

เรียนจบแล้วคร้าบบบบ


ตอนนี้ผมเรียนจบแล้วครับ !!!

ถ้าจะถูกต้องคือต้องบอกว่าจริงๆ จบมาได้พักนึงแล้วหละ ประมาณหนึ่งเดือนได้ แต่ที่พึ่งสบโอกาสมา up blog ก็เพราะว่ามัวแต่ใช้ชีวิตแบบไปวันๆ อยู่น่ะครับ ฮ่าๆ

จริงๆ มีเรื่องจะบ่นเยอะเลย แต่ที่มา up ครั้งนี้คิดว่าคงเป็นการมาแปะให้มิตรรักแฟนเพลงรู้ว่า ผมยังไม่ล้มหายตายจากไปไหน ยังวนเวียนอยู่บริเวณนี้แหละครับ และหวังว่าทุกๆท่านคงสบายดีเช่นกันนะครับ

ส่วนชีวิตของผมในขณะนี้ก็ดำเนินไปด้วยความเรื่อยเปื่อยครับ ตื่นตอนบ่าย ตายตอนเช้า ทำอะไรก๊อกแก๊กไปเรื่อย ส่วนมากก็จะออกไปเจอเพื่อนฝูง ออนไลน์เล่นอะไรไร้สาระ และก็หางานทำ

ใช่ครับ หางานทำ.........

พูดถึงเรื่องหางานแล้วมันช่างดูน่าเบื่อเสียจริงๆ เพราะไอ้การที่ผมไม่มีทรานสคริปฉบับเต็มนี่แหละครับ ทำให้หมดคุณสมบัติสมัครงานในหลายๆแห่ง โดยเค้ามองว่าการที่ยังไม่ได้หลักฐานที่ทางสภามหาวิทยาลัยอนุมัติมานั้นถือว่าเรายังไม่จบการศึกษาอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจริงๆ ตรงนี้ผมก็เข้าใจนะ แต่มันก็ห้ามในใจไม่ให้เถียงไม่ได้แฮะ

เรื่องของเรื่องมันเป็นตอนที่ผมพึ่งเรียนจบใหม่ๆ แล้วพอดีทางภาควิชารัฐศาสตร์ของ ม.บูรพาได้เปิดรับอาจารย์พอดีครับ พอเห็นปุ๊บผมก็เลยรีบโทรเข้าไปหาทางภาควิชาทันทีและบอกทางโน้นว่าผมยังไม่ได้หลักฐานที่สมบูรณ์ยังพอมีสิทธิ์ที่จะสมัครมั๊ย ซึ่งทางภาควิชาก็บอกว่าให้ลองส่งมาก่อน ผมเลยจัดแจงส่งไปทันที

ซึ่งหลังจากนั้นผมก็ได้โทรตรวจสอบไปยังฝ่ายบุคคลของคณะครับ ได้ความว่าให้ผมไปสัมภาษณ์วันที่ เอ่อ.....วันไหนฟระ ถ้าจำไม่ผิดวันที่ 29 พ.ค. มั๊ง ตอนประมาณบ่ายสองโมง ผมก็จัดแจงจดเอาไว้ทันที เพราะหลงไปผิดวัน อีกทั้งในรายละเอียดของใบสมัครได้แจ้งไว้ด้วยว่าจะมีการสอบสอน ผมจึงทำการเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ (แต่เอาเข้าจริงๆ คืนก่อนไปสอบพึ่งเริ่มทำ slide ฮ่าๆ)

แต่ความชุลมุนมันอยู่ตรงที่ในวันสอบสัมภาษณ์ครับ เพราะไม่มีชื่อผมอยู่ในรายชื่อผู้สบสัมภาษณ์!!

เอาสิครับ มีวิ่งกันให้วุ่นเลยทีนี้ ผมก็รีบเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ทันที สรุปไม่ใช่อะไร เจ้าหน้าที่ดันเอาหลักฐานของผมไปใส่ไว้รวมกับผู้สมัครของภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เพราะตรงวุฒิการศึกษาของผมมันแผ่หลาเลยว่าเป็นเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จึงไม่น่าแปลกใจที่เค้าจะจับไปปนกับส่วนนั้น เพราะเค้าลืมดู major ว่าผมจบสาขาไหนมา สุดท้ายแล้วก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งเดินเข้ามาดูแล้วก็บอกว่าน่าจะสมัครได้ ผมก็เลยโชคดีได้สัมภาษณ์ในวันนั้น

แต่พอถึงตอนสัมภาษณ์ผมก็แทบตกเก้าอี้ครับ เพราะทางคณะกรรมการสอบบอกเลยว่าผมไม่มีสิทธิ์โดยสมบูรณ์เพราะถือว่ายังเรียนไม่จบเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่สภามหาวิทยาลัยอนุมัติมา ไปๆมาๆ ก็เลยกลายเป็นการคุยกันซะงั้น สำหรับผมเองก็เข้าในนะครับว่าหน่วยงานราชการมักจะเคร่งครัดเรื่องระเบียบพวกนี้มาก แต่คิดไปคิดมามันก็เสียดายเหมือนกันนะเนี่ย อย่างไรก็ตามถือเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับการสัมภาษณ์งานครั้งแรก ว่าแต่มันจะมีอีกครั้งมะเนี่ย ฮ่าๆ

ดังนั้นตอนนี้ผมก็เลยว่างงานไปวันๆครับ แต่ก็ลองหาข่าวสมัครงานอยู่เรื่อยๆว่ามันมีทีไหนเปิดรับสมัครบ้าง แต่ขอบ่นหน่อยครับว่าสาขาผมนี่มันช่างแร้นแค้นเหลือคณา เพราะมีเปิดสอนกันไม่กี่ที่ครับ แถมที่ๆเปิดสอนบางแห่งมันก็ไม่เปิดรับคนเพิ่มอีก เห้อ..........

บ่นไปเดี๋ยวจะพาลเสียสุขภาพจิตเอา ครั้งนี้มา up สั้นๆ พอให้หายคิดถึงกันหน่อย คราวหน้ารับรองมีเนื้อๆหนังๆให้อ่านกันแน่ครับ

ผมคงต้องขอตัวก่อนละ พรุ่งนี้มีซ้อมรับปริญญาซะด้วย (ยังไม่มีเสื้อใส่เล้ย เหอ เหอ)

Saturday, April 14, 2007

Mr.Gelgloog Return......


หลังจากที่หายไปยาวนานเกือบสามเดือน ในที่สุดวันนี้ วันดี วันสงกรานต์ผมได้ฤกษ์จรดแป้นเคาะคีย์บอร์ด update blog กับเค้าซะหน่อย

สาเหตุที่หลักที่หายไปก็คือเทอมนี้ผมโดนวิทยานิพนธ์สูบเอาชีวิตไปครับ ช่วงแรกๆก็พอจะสามารถดำเนินชีวิตไปตามปกติได้ แต่พอตอนช่วงซัมเมอร์นี่ชีวิตมันช่างฮาร์ดเหลือหลาย ทั้งที่ตอนแรกผมกะว่าทุกอย่างน่าจะชิวๆ ลงตัวได้ตามที่คาดคำนวณไว้........

นี่แหละคือชีวิตครับ ทุกอย่างย่อมไม่เป็นไปตามคำนวณเสมอไปและเราคงไม่สามารถไปคอบคุมทุกอย่างให้เป็นอย่างใจด้วย แต่ถึงกระนั้นตอนนี้ผมก็คิดว่าผ่านมาได้เปลาะหนึ่งแล้วครับ เพราะสามารถนัดสอบวิทยานิพนธ์ได้ในวันที่ 19 เม.ย 50 นี้เลย (ถ้าเป็นปีหน้าคงจะปวดร้าวเกินไปสำหรับคนธรรมดาอย่างผม ฮ่าๆ) ซึ่งถ้าผ่านไปด้วยดีผมคิดว่าคงเรียนจบในปีการศึกษานี้ครับ

ดังนั้นคราวนี้ผมจึงขอประกาศกร้าวอย่างเป็นทางการว่าจะกลับมาเขียน blog แล้วครับ !!

ส่วนเรื่องจะเขียนอะไรนั้น ตอนนี้ไม่ได้คิดไว้เลยแฮะ ดังนั้นช่วงแรกอาจจะต้องฟังผมบ่นหน่อยก็แล้วกันนะฮะ

อีกเรื่องนึงที่ผมกังวลอยู่ก็เรื่องสอบวิทยานิพนธ์เนี่ยแหละครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความเจ๋อของผมเองที่ดันไปนั่งฟังรุ่นพี่คนนึงสอบ ยิ่งนั่งฟังยิ่งเครียดครับ เครียดแทนพี่แกจริงๆว่าจะรอดรึเปล่า เครียดแทนพี่เค้าไม่พอ กลับมาเครียดตัวเองครับว่ากูจะโดนสหวิสาหกิจแบบนี้รึเปล่าวะเนี่ย แต่คิดไปก็เท่านั้นครับ กลับมาเตรียมการนำเสนอของเราให้ดีๆ ก่อนดีกว่า ซึ่งผมคิดว่ากลยุทธ์ที่ใช้ในการเตรียมตัวก็คงอยู่ที่การเตรียมรับคำถามที่จะถาโถมเข้ามาใส่เราให้ดีนั่นเอง ส่วนเรื่องการนำเสนอ หรือเรียกอีกอย่างว่าการไหว้ครูนี่ผมก็ยังไม่ให้น้ำหนักเท่ากับอันแรกนะ

ถึงตรงนี้แล้วก็ขอบ่นนิดนึง จริงๆผมรู้สึกเฉยๆกับการที่จะต้องนำเสนองานในตอนสอบวิทยานิพนธ์นะ การสอบวิทยานิพนธ์ในความรู้สึกผมน่าจะเป็นการทที่นิสิตและบรรดาคณะกรรมการอยู่ครบองค์ประชุมเสร็จแล้วก็โซโล่กันไปเลย ถามกันให้เคลียร์ ชี้แจงกันตรงนั้น ไม่ต้องมานั่งไหว้ครูนำเสนอ เพราะยังไงกรรมการก็ต้องอ่านมาแล้วนี่หว่า จะไปพูดซ้ำทำไมวะ

แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าประโยชน์ของการนำเสนอนี่ก็คงมีอยู่ เช่น เป็นการจูนระหว่างเรากับคณะกรรมการให้เข้าใจอะไรตรงกันครับ เพราะบางทีการอธิบายด้วยคำพูดเราอาจจะสามารถทำได้ดีกว่าการอธิบายด้วยตัวหนังสือก็เป็นได้ อีกแง่หนึ่งการนำเสนอก็เป็นประโยชน์กับเราในแง่ที่เจอกรรมการลักไก่ไม่ได้อ่านงานเรามาก่อน ถ้าไม่มีการนำเสนอก่อนทีเนี้ยมันส์หละมึง ฮ่าๆ

ไม่อยากจะบ่นมากไปกว่านี้แล้วแฮะ สุดท้ายนี้ผมก็ขอฝากเนื้อฝากตัวการกลับมาอีกครั้งของผมด้วยนะครับ ส่วนผมเองช่วงนี้คงจะพยายาม update เรื่อยๆครับ คิดว่าน่าจะทำให้เท่ากับของเดิมคือประมาณสองครั้งต่อเดือน

อ้อ ตอนนี้ก็เทศกาลสงกรานแล้วนี่เนอะ เล่นน้ำเล่นท่าก็ระวังกันด้วยนะครับ ไปฉลองที่ไหนก็อย่าขับรถขับราไปเลยครับเมาแล้วขับเดี๋ยววูบไปแล้วจะซวยเอา

สวัสดีปีใหม่ไทยคร้าบทุกท่าน

Saturday, January 20, 2007

เมื่อ Mr.Gelgloog โดน TAG


และแล้วผมก็ต้องกลับมา up blog จนได้.........

จะด้วยมารยาทหรือด้วยอะไรก็ตาม แต่โดน tag ทีพร้อมกันนี่สงสัยท่าจะรอดยาก ดังนั้นเลยต้องกลับมาเขียนอะไรซักหน่อย เพื่อตอบสนองความต้องการอันแรงกล้าของแฟนานุแฟน (มีด้วยหรอวะ??) ซึ่งอันนี้ก็ต้องขอบคุณ เมฆบ้าและเอปซี่ ที่อุตส่าห์ช่วยเคี่ยวกรำผมให้ได้ดิบได้ดีขนาดนี้ (แค้นนี้ต้องชำระหน่อยแล้ว เหอ เหอ)

สำหรับกฏกติกา tag ก็คงไม่ต้องสาธยายกันมาก เพราะคิดว่าทุกท่านน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว กติกาง่ายๆของมันก็คือ เมื่อท่านโดน tag ก็ให้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองมา 5 ข้อ จะเป็นเรื่องลับไม่ลับไม่ว่ากัน หรือจะเมคบ้างนิดหน่อยก็คงจะไม่เป็นไร (มั๊ง?) เอาเป็นว่าเล่าให้ครบ 5 ข้อละกัน แต่แค่เล่าเสร็จไม่พอนะครับ ต้อง tag ต่อไปให้คนอื่นอีก 5 คน อืมๆๆ แถวบ้านผมเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่าเรื้อนนะเนี่ย ฮ่าๆๆ (ขำขำหนะ อย่าคิดมาก)

ว่าแล้วผมขอโซโล่เลยนะกันนะ

1. ไอ้ที่มีของชื่อ Gelgloog นี่ไม่มีอะไรมากครับ ผมชอบเล่นพลาโมกันดั้มมาก (ใช้ศัพท์แบบพวกโอตาคุซะด้วย ถ้าจะเรียกแบบบ้านๆก็เรียกว่าตัวต่อกันดั้มนั่นแหละครับ) แต่ก็ไม่ได้เล่นเป็นระดับมืออาชีพอะไรทำสีก็ไม่ค่อยเก่ง อาศัยใจรักครับ แล้วพอดีมันมีกันดั้มตัวนึงของผมชื่อ Gelgoog ตัวนี้ผมชอบมากเลยหละ เลยเอามาตั้งเป็นชื่ออีเมลเอาซะเลย แต่เพื่อความไม่ซ้ำผมเลยใส่ตัว L เอาไปให้มันควบคล้ำๆพอขำขำ ผลสุดท้ายก็คือได้ชื่อที่ออกมาไม่ซ้ำแบบใครเลยทีเดียว (คิดดูชื่อนี้ใน hotmail ไม่มีซักกะชื่อ เป็นไปได้นะเนี่ย...)

2. ส่วนใครที่อยากเรียกชื่อจริงของผมก็เชิญเลยนะ ชื่อในบัตรประชาชนของผมคือ นายนรชิต จิรสัทธรรม เกิดวันที่ 1 พ.ค. 2525 จริงๆมันก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกแต่แค่อยากบอกให้รู้กัน (แค่นี้ก็ได้อีกข้อละ ฮ่าๆ)

3. ผมเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่โง่เลขมาก อืม....เอาใหม่ โง่ถึงโง่ที่สุด ด้วยสถิติการเรียนคณิตศาสตร์สมัย ม.ปลาย ที่ถ้าจะพูดในเทอมเศรษฐศาสตร์ก็คือ stable สุดๆ มีเสถียรภาพมากมาย ได้เกรด 1 ตลอดหกเทอมรวด จริงๆแล้วมีอยู่สองเทอมที่ได้ศูนย์ แต่ไม่รู้เป็นไรเทอมที่ได้ศูนย์เนี่ย ได้ 49 คะแนนทุกครั้ง และทุกครั้งที่ตกเค้าก็จะมีการยกข้อสอบ ยกประโยชน์ให้จำเลยหนึ่งข้อประจำ ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ออกข้อสอบผิดนะเนี่ย ดังนั้นแล้ว จากตกผมเลยกลายเป็นผ่านด้วยประการฉะนี้ หลังจากเข้ามหาลัยได้แล้วความควายก็ยังไม่เลิก เรียนวิชาแคลคูลัสนี่หายห่วงเลยข้อสอบมิดเทอมมีออกให้วาดรูปกราฟ ไอ้เราก็รักมหาลัยมากเกิน เลยวาดกราฟสัญลักษณ์ของ มหาลัยซะ (ตอนนั้นผมเรียนที่ มศว วาดเป็นรูป exponential สวยงาม โดยที่ไม่เกี่ยวกับโจทย์ที่แม่งให้มาเลย คิดๆไปแล้วยังรับตัวเองไม่ค่อยได้เลยเนี่ย) ผลสุดท้ายอาจารย์เอามาประกาศในห้องซะ คะแนนก็ไม่ได้ แถมได้อายอีก สรุปผมเลยกลายเป็นอีกหนึ่งตำนวนประจำรุ่นเจ้าของกราฟ มศว ฮ่าๆ (แต่ตอนหลังก็ได้ d dog ผ่านมาได้นะวิชานี้ ฉิวเฉียดมากๆๆ)

4. นอกจากเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่โง่เรื่องเลขแล้ว อีกเรื่องที่โง่มากคือเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ธุรกรรมทางการเงินนี่อย่าถามผมเชียว ไม่ค่อยรู้อะไรหรอก หุ้นตก หุ้นขึ้น ก็อย่ามาถามผมเลยผมไม่รู้ (แต่คนแม่งก็ชอบมาถามกูกันจังเลยวะ ไอ้เราก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ลูกเดียว) นอกจากโง่เรื่องเงินแล้ว วินัยทางการเงินของผมก็ห่วยมากๆ ช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมา ไม่รู้ทำอีท่าไหนติดเงินเพื่อฝูงปาเข้าไปสี่ซ้าห้าพัน ว่าแล้วมีใครให้ผมยืมซักพันนึงได้มั่งเนี่ย......

5. ข้อนี้อยาก present มาก หลังจากติด hi speed internet มาได้ซักพัก ผมจึงได้รู้ความจริงๆว่าประโยชน์อันสูงสุดของมันคือการโหลดหนังโป๊นั่นเอง โดยเฉพาะโปรแกรม bit torrent ผมยกให้เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ครองใจผมจริงๆ ถือเป็นอีกก้าวของมวลมนุษยชาติเลยนะเนี่ย ส่วนเวบที่โหลดประจำก็คือของ javtalk นะครับ เวบนี้ดี ไม่มี ratio แต่ช่วยเค้าแชร์หน่อยก็ดีนะคร้าบพี่น้อง ช่วยกันแบ่งปันเพื่อสังคมอันสดใส (ซู่ซ่า)

แหม่ หมดซะละ เสียดายจริงๆ แต่ผมว่าหยุดไว้แค่นี้ดีแล้วหละครับไม่งั้นมันคงลงไปเรื่องสัปดี้สี
ปดน มากกว่านี้แน่นอน ส่วนผู้โชคร้ายที่จะโดนผม tag รายต่อไปก็คือ.......แต่น แตน แต้น
ไอ้น้องอู
ไอ้น้องเทม
คุณติ๊ก ยัง สกายวอร์คเก้อ
คุณตั๊กปลาทอง
คุณเซ้นซิทีฟ บอยด์

ถ้าใครโดน tag ไปแล้วก็ขออภัยด้วยเน้อ