Saturday, January 20, 2007

เมื่อ Mr.Gelgloog โดน TAG


และแล้วผมก็ต้องกลับมา up blog จนได้.........

จะด้วยมารยาทหรือด้วยอะไรก็ตาม แต่โดน tag ทีพร้อมกันนี่สงสัยท่าจะรอดยาก ดังนั้นเลยต้องกลับมาเขียนอะไรซักหน่อย เพื่อตอบสนองความต้องการอันแรงกล้าของแฟนานุแฟน (มีด้วยหรอวะ??) ซึ่งอันนี้ก็ต้องขอบคุณ เมฆบ้าและเอปซี่ ที่อุตส่าห์ช่วยเคี่ยวกรำผมให้ได้ดิบได้ดีขนาดนี้ (แค้นนี้ต้องชำระหน่อยแล้ว เหอ เหอ)

สำหรับกฏกติกา tag ก็คงไม่ต้องสาธยายกันมาก เพราะคิดว่าทุกท่านน่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว กติกาง่ายๆของมันก็คือ เมื่อท่านโดน tag ก็ให้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองมา 5 ข้อ จะเป็นเรื่องลับไม่ลับไม่ว่ากัน หรือจะเมคบ้างนิดหน่อยก็คงจะไม่เป็นไร (มั๊ง?) เอาเป็นว่าเล่าให้ครบ 5 ข้อละกัน แต่แค่เล่าเสร็จไม่พอนะครับ ต้อง tag ต่อไปให้คนอื่นอีก 5 คน อืมๆๆ แถวบ้านผมเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่าเรื้อนนะเนี่ย ฮ่าๆๆ (ขำขำหนะ อย่าคิดมาก)

ว่าแล้วผมขอโซโล่เลยนะกันนะ

1. ไอ้ที่มีของชื่อ Gelgloog นี่ไม่มีอะไรมากครับ ผมชอบเล่นพลาโมกันดั้มมาก (ใช้ศัพท์แบบพวกโอตาคุซะด้วย ถ้าจะเรียกแบบบ้านๆก็เรียกว่าตัวต่อกันดั้มนั่นแหละครับ) แต่ก็ไม่ได้เล่นเป็นระดับมืออาชีพอะไรทำสีก็ไม่ค่อยเก่ง อาศัยใจรักครับ แล้วพอดีมันมีกันดั้มตัวนึงของผมชื่อ Gelgoog ตัวนี้ผมชอบมากเลยหละ เลยเอามาตั้งเป็นชื่ออีเมลเอาซะเลย แต่เพื่อความไม่ซ้ำผมเลยใส่ตัว L เอาไปให้มันควบคล้ำๆพอขำขำ ผลสุดท้ายก็คือได้ชื่อที่ออกมาไม่ซ้ำแบบใครเลยทีเดียว (คิดดูชื่อนี้ใน hotmail ไม่มีซักกะชื่อ เป็นไปได้นะเนี่ย...)

2. ส่วนใครที่อยากเรียกชื่อจริงของผมก็เชิญเลยนะ ชื่อในบัตรประชาชนของผมคือ นายนรชิต จิรสัทธรรม เกิดวันที่ 1 พ.ค. 2525 จริงๆมันก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกแต่แค่อยากบอกให้รู้กัน (แค่นี้ก็ได้อีกข้อละ ฮ่าๆ)

3. ผมเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่โง่เลขมาก อืม....เอาใหม่ โง่ถึงโง่ที่สุด ด้วยสถิติการเรียนคณิตศาสตร์สมัย ม.ปลาย ที่ถ้าจะพูดในเทอมเศรษฐศาสตร์ก็คือ stable สุดๆ มีเสถียรภาพมากมาย ได้เกรด 1 ตลอดหกเทอมรวด จริงๆแล้วมีอยู่สองเทอมที่ได้ศูนย์ แต่ไม่รู้เป็นไรเทอมที่ได้ศูนย์เนี่ย ได้ 49 คะแนนทุกครั้ง และทุกครั้งที่ตกเค้าก็จะมีการยกข้อสอบ ยกประโยชน์ให้จำเลยหนึ่งข้อประจำ ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ออกข้อสอบผิดนะเนี่ย ดังนั้นแล้ว จากตกผมเลยกลายเป็นผ่านด้วยประการฉะนี้ หลังจากเข้ามหาลัยได้แล้วความควายก็ยังไม่เลิก เรียนวิชาแคลคูลัสนี่หายห่วงเลยข้อสอบมิดเทอมมีออกให้วาดรูปกราฟ ไอ้เราก็รักมหาลัยมากเกิน เลยวาดกราฟสัญลักษณ์ของ มหาลัยซะ (ตอนนั้นผมเรียนที่ มศว วาดเป็นรูป exponential สวยงาม โดยที่ไม่เกี่ยวกับโจทย์ที่แม่งให้มาเลย คิดๆไปแล้วยังรับตัวเองไม่ค่อยได้เลยเนี่ย) ผลสุดท้ายอาจารย์เอามาประกาศในห้องซะ คะแนนก็ไม่ได้ แถมได้อายอีก สรุปผมเลยกลายเป็นอีกหนึ่งตำนวนประจำรุ่นเจ้าของกราฟ มศว ฮ่าๆ (แต่ตอนหลังก็ได้ d dog ผ่านมาได้นะวิชานี้ ฉิวเฉียดมากๆๆ)

4. นอกจากเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่โง่เรื่องเลขแล้ว อีกเรื่องที่โง่มากคือเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ธุรกรรมทางการเงินนี่อย่าถามผมเชียว ไม่ค่อยรู้อะไรหรอก หุ้นตก หุ้นขึ้น ก็อย่ามาถามผมเลยผมไม่รู้ (แต่คนแม่งก็ชอบมาถามกูกันจังเลยวะ ไอ้เราก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ลูกเดียว) นอกจากโง่เรื่องเงินแล้ว วินัยทางการเงินของผมก็ห่วยมากๆ ช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมา ไม่รู้ทำอีท่าไหนติดเงินเพื่อฝูงปาเข้าไปสี่ซ้าห้าพัน ว่าแล้วมีใครให้ผมยืมซักพันนึงได้มั่งเนี่ย......

5. ข้อนี้อยาก present มาก หลังจากติด hi speed internet มาได้ซักพัก ผมจึงได้รู้ความจริงๆว่าประโยชน์อันสูงสุดของมันคือการโหลดหนังโป๊นั่นเอง โดยเฉพาะโปรแกรม bit torrent ผมยกให้เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ครองใจผมจริงๆ ถือเป็นอีกก้าวของมวลมนุษยชาติเลยนะเนี่ย ส่วนเวบที่โหลดประจำก็คือของ javtalk นะครับ เวบนี้ดี ไม่มี ratio แต่ช่วยเค้าแชร์หน่อยก็ดีนะคร้าบพี่น้อง ช่วยกันแบ่งปันเพื่อสังคมอันสดใส (ซู่ซ่า)

แหม่ หมดซะละ เสียดายจริงๆ แต่ผมว่าหยุดไว้แค่นี้ดีแล้วหละครับไม่งั้นมันคงลงไปเรื่องสัปดี้สี
ปดน มากกว่านี้แน่นอน ส่วนผู้โชคร้ายที่จะโดนผม tag รายต่อไปก็คือ.......แต่น แตน แต้น
ไอ้น้องอู
ไอ้น้องเทม
คุณติ๊ก ยัง สกายวอร์คเก้อ
คุณตั๊กปลาทอง
คุณเซ้นซิทีฟ บอยด์

ถ้าใครโดน tag ไปแล้วก็ขออภัยด้วยเน้อ

Saturday, December 30, 2006

แวะมาทักทาย

แหม่.....หายไปเสียเลย หวังว่าทุกคนคงสบายดีนะครับ

ที่หายไปนานไม่ใช่อะไรหรอกครับ สาเหตุแรกก็ด้วยความเกียจคร้านซึ่งผมให้เป็นเครดิตสำคัญเลย ส่วนอีกเรื่องก็คงเป็นการที่หมกมุ่นอยู่กับวิทยานิพนธ์ครับ

ซึ่งผมวางโครงสร้างเอาไว้ว่าจะทำทั้งหมด 4 บทด้วยกัน โดยบทแรกเป็นส่วนของ proposal ที่ดีเฟนไปเรียบร้อยแล้ว และบทที่สองก็พึ่งเสร็จหมาดๆ เอาตอนสิ้นปี คิดว่าอีกสองบทสุดท้ายน่าจะเสร็จภายใน summer นี้ เบ็ดเสร็จเรียนไป 3 ปีเต็ม เย้ (โคตรนานเลยหวะ)

ก็ต้องคอยดูกันต่อไปหละครับว่าจะเสร็จทันที่คาดหมายเอาไว้รึเปล่า ลุ้นๆ

ทีนี้หันมาบ่นเรื่องทั่วไปกันบ้าง ตอนนี้อากาศก็เริ่มเย็นแล้วนะครับ มีวันนึงเย็นถึงขนาด 19 องศากันเลยทีเดียว วันนั้นผมซวยมากที่ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวไป มันหนาวขนาดไขมันอันหนาเตอะของผมไม่สามารถที่จะทานทนได้เลยครับ ดังนั้นแล้ว ท่านๆทั้งหลายก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ เดี๋ยวจะพาลฉลองปีใหม่กันไม่สนุก

พูดถึงเรื่องฉลองปีใหม่ก็ขอให้สนุกกันแต่พอดีนะครับ รถราก็ต้องระมัดระวังเอาไว้ด้วย ถ้าจะไปดื่มนี่ขอแนะนำว่าไม่ควรขับรถไปเลยเชียวหละ ยิ่งปีใหม่คนก็ฉลองกันเยอะครับ โอกาสเกิดอุบัติเหตุมันก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งไอ้เรื่องการฉลองเนี่ยเราคงห้ามกันไม่ได้ ที่เราจะทำได้ก็คือต้องป้องกันไว้ก่อนแหละครับ เกิดมีเรื่องขึ้นมาแล้วจะซีด

ที่จะฝากไว้คงเป็นสองเรื่องหลักๆ นี่แหละครับ อีกเรื่องที่อยากจะบ่นก็คือ death note เล่มจบนี่ทรมานใจผมมาก เป็นการ์ตูนที่สนุกครับ แต่จบไม่ได้เรื่องเลย อางามิ ไลท์ โดนลอกหลบหัวทิ่มเป็นหมาสิ้นเชิงไปซะงั้น (แต่มันก็คงจะต้องเป็นแบบนั้นอะเนอะไม่งั้นมันจะจบได้ยังไง ฮ่าๆ) ตอนนี้ผมเลยหันกลับมาอ่านการ์ตูนที่เก่าหน่อย แต่มันมากกกกกกกก ซึ่งก็คือ 3 คูณ 3 Eyes มีทั้งหมด 4 ภาค 40 เล่มจบครับ เป็นเรื่องราวการผจญภัยของพระเอกกับสาวสวยสามตา อ่านไปรับรองเพลินวางไม่ลงแน่ๆ เรื่องนี้เขียนมาทั้งหมด 15 ปีครับ ไม่เบาเลยจริงๆเขียนตั้งกะผมยังเป็นเด็กเล็กๆ แต่มาจบเอาตอนเกือบเข้ามหาลัยแล้วมั๊ง ความยาวน้องๆโคทาโร่เลยหละ

ไปๆมาๆ ก็เข้าเรื่องการ์ตูนจนได้แฮะ แต่คิดว่าหลังจากนี้ผมจะพยายามอ่านให้น้อยลงครับ จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นแทน (โดยเฉพาะเรื่องเรียน ฮ่าๆ)

วันนี้แวะมาบ่นพอให้เป็นน้ำจิ้มครับ ไว้เที่ยวหน้าค่อยวางยาว อิอิ

สวัสดีปีใหม่ครับ

Tuesday, October 31, 2006

Book Review ครั้งแรกในชีวิต "Japanization" โดย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

จริงตอนแรกกะจะไม่ up blog ซักสองสามเดือนนะเนี่ย แต่บังเอิญเชคดีเหลือเกินที่ช่วงนี้ได้มีโอก่าทำ Book Review ครั้งแรกในชีวิต ยังไงขอฝากเนื้อฝากตัวสำหรับการทำ Book Review ของผมด้วยนะครับ (เกิดมาไม่เคยทำจริงๆ แต่ที่มีโอกาสได้ทำก็เพราะความจำเป็นบางประการ ฮ่าๆ)



กล่าวคำ

ภายใต้บริบทโลกที่ทั่วทุกอณูสามารถเชื่อมต่อด้วยกันได้อย่างง่ายดาย การหลั่งไหลของวัฒนธรรมอื่นกลายเป็นกระแสหนึ่งที่สังคมไทยจะต้องเผชิญหน้า ดังนั้นแล้วการรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคมภายนอกจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การ “รู้เขา” จึงถือได้ว่าเป็นกุญแจอันสำคัญที่จะทำให้เราสามารถตระหนักต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น (และกำลังจะเกิดขึ้น) เพื่อให้เราสามารถปรับเปลี่ยนท่าทีได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ความสัมพันธ์อันก่อเกิดมาจากพื้นฐานความเข้าใจซึ่งกันและกันต่อสังคมภายนอกได้

และภายใต้บริบทดังกล่าวเราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า “ญี่ปุ่น” ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของเรา เนื่องด้วยความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมายาวนาน รวมไปถึงการขยายเข้ามาของอำนาจทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นผ่านกระบวนการโลกาภิวัตน์ แต่ปัญหาสำคัญที่เราเผชิญอยู่ก็คือการรับรู้เกี่ยวกับ “ความเป็นญี่ปุ่น” ในสังคมไทยเป็นไปอย่างฉาบฉวย อิทธิพลของการศึกษาแบบตะวันตกทำให้โลกทัศน์ที่เรามีต่อญี่ปุ่นเป็นในลักษณะที่ตายตัว (Stereotype) และกรอบสำเร็จอย่างตายตัวนี่ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวที่ยึดเอาโมเดลความสำเร็จของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ

แต่ปัญหาดังกล่าวถูกอุดไว้และเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปโดยอาจารย์อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ซึ่งได้ประมวลความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นในแง่มุมต่างๆไว้อย่างกระชับ ทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ โดยผนวกเอามิติทางประวัติศาสตร์เข้าไปเพื่อให้โลกทัศน์ที่มีต่อญี่ปุ่น (ในสายตาเรา) มีความชัดเจนยิ่งขึ้น


ญี่ปุ่น : ภาพรวมและวิธีการทำความเข้าใจ

สำหรับในหนังสือเล่มนี้ อาจารย์อรรถจักร์เริ่มต้นด้วยการพิจารณาผลพวงอันมาจากมรดกทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าได้ว่าเป็นปัจจัยอันสำคัญที่ก่อร่างสร้างความญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและประสบความสำเร็จในหลายๆด้าน ณ จุดเริ่มต้นดังกล่าว ผู้เขียนได้แบ่งการพิจารณาออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกจะเป็นการมองเงื่อนไขความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ และส่วนที่สองจะมองมรดกทางประวัติศาสตร์ในฐานะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม อำนาจ ในแต่ละช่วงเวลา

ผู้เขียนมองว่าภายใต้สภาพความเป็นเกาะที่ถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยวของญี่ปุ่นนั้นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “กระบวนการคัดสรร” กล่าวคือการเป็นเกาะที่แยกตัวชัดเจนทำให้ญี่ปุ่นมีความสามารถที่จะเลือก “รับ” หรือ “ไม่รับ” วัฒนธรรมที่มาจากต่างถิ่นได้ง่ายกว่ารัฐที่มีผืนแผ่นดินใหญ่และมีเขตแดนเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ซึ่งกระบวนการคัดสรรดังกล่าวมีผลอย่างมากต่อการสร้างสรรค์สติปัญญาของญี่ปุ่น โดยการรับเอาสิ่งที่มีประโยชน์จากภายนอกเข้ามาต่อยอดความรู้และภูมิปัญญาของตน จนท้ายที่สุดแล้วกระบวนการดังกล่าวจะนำมาสู่การ “กลืน” เข้ามาเป็นญี่ปุ่น นั่นคือได้ทำการรับเอาสิ่งต่างๆจากภายนอกเข้ามาเป็นของ “ตัวเอง” ได้อย่างมีพลัง ซึ่งผู้เขียนได้ยกตัวอย่างจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้หลายประเด็น แต่กรณีหนึ่งที่ (ผมคิดว่า) น่าสนใจ ก็คือการที่ญี่ปุ่นสามารถรับเอาการ์ตูน (ซึ่งสมัยนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งใหม่และเป็นสิ่งภายนอก) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพเสียจนกลืนเอาการ์ตูนให้กลายเป็นหนึ่งของวัฒนธรรมตนและขยายตัวออกสู่ภายนอกในระยะเวลาต่อมาอย่างกว้างขวาง

มรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือการที่ความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” กับ “ท้องถิ่น” มีความเป็นอิสระจากส่วนกลางมาก ทำให้สังคมญี่ปุ่นสามารถพัฒนาความเป็นท้องถิ่นเฉพาะของตนได้อย่างมีพลัง และมีความสามารถในการสืบทอดจิตสำนึกความเป็นชุมชนท้องถิ่นเอาไว้ในระดับสูง ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นโดยมองย้อนกลับไปถึงสมัยโตกุงาว่าที่ญี่ปุ่นถูกทำให้เป็นดินแดนปึกแผ่น ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวส่วนกลางก็ไม่สามารถที่จะลดความเป็นท้องถิ่นของญี่ปุ่นลงได้ แม้ว่าส่วนกลางจะพยายามสร้างกลไกโดยให้บรรดาเจ้าเมืองผู้ครองแคว้นเดินทางมาเอโดะเป็นประจำเพื่อลดทอนการสะสมทรัพย์ (เพื่อที่ต้องการจะลดอำนาจนั่นเอง) แต่ท้ายที่สุดแล้วการสืบทอดอำนาจและความรู้ในตระกูลก็ยังคงเป็นสิ่งที่มีอยู่ จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิรูปประเทศในศตวรรษที่ 19

ผู้เขียนได้พิจารณาผ่านเงื่อนไขทั้งสองข้อโดยผนวกเอาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เข้าไปเพื่อชี้ให้เห็นว่าการศึกษาทำความเข้าใจญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนดังที่เราเคยทำกันภายใต้แบบแผนที่อธิบายญี่ปุ่นอย่างสถิตย์ (static) ตายตัว ดังนั้นแล้วการอธิบายญี่ปุ่นภายใต้ความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เราสามารถเข้าถึงความเป็นญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นด้วยการพิจารณามรดกทางประวัติศาสตร์ การพิจารณาแง่มุมดังกล่าวจึงกลายมาเป็น hallmark ในหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่เรื่องราวของการทำความเข้าใจพัฒนาการเศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่ผู้เขียนพยายามลบล้างภาพความเข้าญี่ปุ่นในลักษณะแบบตายตัว (เช่นการให้คำอธิบายว่าชนชาติญี่ปุ่นเป็นคนขยันจึงประสบความสำเร็จโดยปราศจากพลวัตร โดยไม่ได้มองว่าญี่ปุ่นก็เหมือนเฉกเช่นชาติพันธุ์อื่นที่มีทั้งความขยันและเกียจคร้านคละกันไป) โดยนำเสนอผ่านขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยเมจิมาจนถึงภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 1990 รวมไปถึงการให้ภาพพัฒนาการทางการเมืองของญี่ปุ่นที่มีระบบราชการที่เข้มแข็งซึ่งมีรากฐานอันเป็นผลพวงมาจากกลุ่มชนชั้นซามูไรที่ถ่ายโอนตัวเอาเข้ามาสู่ระบบราชการ ซึ่งแม้ว่าญี่ปุ่นจะดำเนินความเป็นไปผ่านยุคสงครามจนมีการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจการเมืองหลายประการแต่ระบบดังกล่าวก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆอยู่สูง

ต่อเนื่องจากเรื่องราวของการเมืองและเศรษฐกิจ ผู้เขียนได้นำไปสู่อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่สังคมญี่ปุ่นสามารถดำรงความเป็น “กลุ่ม” ไว้ได้เป็นอย่างสูงโดยผ่านทางปัจจัยทางประวัติศาสตร์ที่ชุมชนหมู่บ้านในแบบสังคมเกษตรที่จะต้องร่วมมือทำกิจกรรมในทุกๆเรื่องจนก่อให้เกิดความแน่นแฟ้น รวมไปถึงการที่รัฐให้ความสำคัญในการสร้างจิตสำนึกกลุ่มโดยปล่อยให้ให้ชุมชนท้องถิ่นมีความอิสระ และมุ่งกระชับความสำคัญมากกว่าเพื่อเน้นไปในด้านการขูดรีดส่วนเกินจากชุมชน ซึ่งลักษณะจิตสำนึกความเป็นกลุ่มดังกล่าวของญี่ปุ่นมีความเข้มข้นมาก เข้มข้นเสียจนฝังแน่นอยู่ในระบบความนึกคิดของคนญี่ปุ่นโดยทั่วไป มรดกความเป็น “กลุ่ม” ดังกล่าวทำให้คนญี่ปุ่นจะนิยามตัวเองผ่านกลุ่ม หรือสังกัดที่ตนอยู่ มากกว่าที่จะนิยามตัวเองด้วยตัวเอง เช่นในกรณี (ที่ผมเจอในการ์ตูนบ่อยๆ) ก็คือเรื่องของการนัดบอดหรือการดูตัวที่คนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญต่อสังกัดหรือกลุ่มมากกว่าความเป็นตัวตนของคู่ดูตัว โดยให้ความสำคัญกับสังกัดอาชีพหรือสถาบันที่จบการศึกษา มาเป็นอันดับแรก

นอกเหนือจากเอกลักษณ์ทางสังคมแบบกลุ่มที่ชัดเจนแล้ว การนับถือศาสนาของคนญี่ปุ่นก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่แพ้กัน ภายใต้รากฐานที่สังคมมีความตึงเครียดสูง ศาสนาในญี่ปุ่นจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน โดยเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจ โดยการเปิดกว้างรับเอาพิธีกรรมของศาสนา (ทั้งต่างศาสนา หรือศาสนาเดียวกันแต่คนละนิกาย) เข้ามาในวิถีชีวิตตน ทำให้มีการประสมปนกันระหว่างพิธีกรรมต่างๆ (โดยที่คนญี่ปุ่นบางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพิธีกรรมไหนเป็นของศาสนาใด) กล่าวคือเอกลักษณ์ในการนับถือศาสนาของคนญี่ปุ่นก็คือการที่ไม่มีเอกลักษณ์ในการนับถือศาสนานั่นเอง

ประเด็นเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็น theme หลักในการนำเสนอภาพของญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้ อย่างไรก็ตามผู้เขียนได้เพิ่มเติมประเด็นย่อยเข้าไปเพื่อให้การอธิบายภาพญี่ปุ่นมีความชัดเจนขึ้น โดยเจาะลงไปเฉพาะเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการผักผ่อนหย่อนใจของคนญี่ปุ่นทั้งด้านมืดและด้านสว่าง (ส่วนตัวผมคิดว่าประเด็นนี้ผู้เขียนนำเสนอได้น่าสนใจมาก เพราะได้ให้คำอธิบายต่อปรากฏการณ์ต่างๆไว้อย่างลึกซึ้ง เช่นเรื่องพฤติกรรมการดื่มเหล้าของคนญี่ปุ่นที่ภายในแฝงไปด้วยมิติที่ทับซ้อนกันหลายเรื่อง หรือการให้คำอธิบายต่อความโดดเด่นของการพักผ่อนด้านมืดสำหรับคนญี่ปุ่นที่มีความ “เกิน” ปกติเป็นอย่างมาก (เช่นการให้บริการดูผู้หญิงช่วยตัวเอง การเปิดร้านซื้อขายชุดชั้นในของสตรีที่ยังไม่ได้ซัก เป็นต้น) รวมไปถึงการวิเคราะห์กำเนิดกลุ่มชนชั้นกลางและบทบาทของพวกเขาเหล่านั้นในสังคม รวมไปถึงพิจารณาถึงกระบวนการความซับซ้อนในการสร้างและเก็บกดผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่นให้เป็นได้แค่ “แม่บ้าน” และ “เมีย” เท่านั้น

เป้าหมายของการ review คงไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอภาพรวม หรือการให้คำอธิบายถึงความเป็นญี่ปุ่นในเชิงรายละเอียด หากแต่อยู่ที่การ pin point ให้เห็นถึงวิธีการให้คำอธิบายของผู้เขียนที่พยายามใส่ความเป็นพลวัตรในทุกเรื่องราว (การอธิบายในทุกๆบทของ อาจารย์อรรถจักร์ จะใส่มิติประวัติศาสตร์เข้าไป เพื่อให้เราสามารถมองเห็น “เหตุ” ของเรื่องราวต่างๆ และนำมาอธิบาย “ภาพปัจจุบัน” ได้อย่างดียิ่ง โดยที่อาจารย์ก็ไม่ได้ละเลยการให้คำอธิบายในมิติอื่นๆที่สอดเกื้อหนุนกันไปด้วย) เพื่อให้การทำความเข้าใจญี่ปุ่นเป็นไปอย่างดียิ่งขึ้น


อาทิตยานุวัตร

สามบทสุดท้ายถือได้ว่าเป็นจุดไคลแมกซ์ของหนังสือเล่มนี้ โดยอาจารย์อรรถจักร์ได้แสดงความห่วงใยที่มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “อาทิตยานุวัตร” (japanization) กล่าวคือเป็นกระแสที่วัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นได้ทะลักหลั่งเข้ามาในสังคมไทย (หลังจากที่เราเคยเผชิญกับกระแส Americanization เมื่อในอดีต) ทำให้สังคมเรามีห้วงความนึกคิดและอารมณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขึ้น วัฒนธรรมของญี่ปุ่นต่างๆเริ่มเข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตเราอย่างหลากหลาย (ในความคิดผมช่องทางสำคัญในการไหลเข้ามาก็คือการผ่านทางตัวสินค้านั่นเอง) อย่างไรก็ตามความกังวลของผู้เขียนไม่ได้มีลักษณะแบบตื่นตระหนกในเชิงศีลธรรมแบบตื้นๆ (อย่างที่พวกไทยจัดเป็นกัน เช่นเมื่อเด็กเกิดฆ่าตัวตายขึ้นก็ไปโทษวง X JAPAN) แต่ผู้เขียนพยายามจะหาช่องทางในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสดังกล่าวที่ไหลบ่าเข้ามามากกว่า

ซึ่งช่องทางแรกก็คือเรื่องของเศรษฐกิจที่ผู้เขียนมุ่งไปในเรื่องของการถ่ายโอนเทคโนโลยี โดยพยายามกระตุ้นเตือนให้เหล่าบรรดาแทคโนแครตหัดคิดนอกกรอบ ออกจากลักษณะที่ซูฮก (ศัพท์นี้ผมใช้เอง) ประเทศเจ้าของทุน เพราะกลัวว่าถ้าออกนอกจริตดังกล่าวจะทำให้ไม่ได้รับการลุงทุน รวมไปถึงควรจะมุ่งเน้นการสร้างอุตสาหกรรมของไทยให้มากขึ้นด้วย

อีกแง่หนึ่งที่สำคัญมากก็คือการปรับตัวในแง่อารมณ์ความนึกคิดที่มีต่อกระบวนการกลายเป็นญี่ปุ่นโดยเน้นไปที่เรื่องของการศึกษา ซึ่งสังคมไทยไม่ได้ให้ความสำคัญในแง่นี้เท่าที่ควร แม้ว่าเราจะการสอนภาษาญี่ปุ่นอยู่เยอะ แต่กลับกลายเป็นว่าทักษะภาษากลายเป็นจุดมุ่งหมายไป ทั้งๆที่มันควรจะเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่หนทางการทำความเข้าใจสังคมญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนได้ประณามระบบการศึกษาของเราที่ลดรูปการทำความเข้าใจสังคมอื่นๆให้เหลือภาษาว่าเป็นการทำร้ายสังคมอย่างที่สุด เพราะมันไม่ได้ให้การศึกษาที่จะทำให้เราจะก้าวไปเสมอภาคกับญี่ปุ่นได้หากแต่เป็นการผลิตคนเพื่อไปเป็นเพียงคนรับใช้นายญี่ปุ่นเท่านั้น


ปัจฉิมลิขิต

หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งถ้าหากเราต้องการจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับญี่ปุ่น และชี้ให้เห็นถึงทิศทางในการที่จะศึกษาสังคมญี่ปุ่นในแง่มุมที่ลึกขึ้นกว่าเดิม (โดยในเล่มนี้ก็คือการใช้วิธีทางประวัติศาสตร์) นอกเหนือไปจากนั้นผู้เขียนยังได้แสดงนัยยะในเชิงนโยบาย (อย่างกว้างๆ) อังเนื่อมาจากความกังวลในกระแส japanization ที่เกิดขึ้น (และกำลังจะเกิดขึ้น) เพื่อให้เรา (หรือประเทศ??) สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อสอดรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม