Saturday, February 11, 2006

เรื่องของหญิงๆ ชายๆ

ทุกท่านอยู่ในความสงบ!!

โปรดอย่าตกใจนะครับที่ทำไมครานี้ผมถึง up blog ได้เร็วเร็วทันใจกว่าเดิม อะเหอ อะเหอ

เรื่องของเรื่องมันก็มีอยู่ว่า ผมสามารถไปไถบทความของชาวบ้านมาได้นั่นเอง หึหึ งานนี้เลยแฮ เอาของคนอื่นมาลง ส่วนผมไม่ต้องทำอะไรมากแค่ Copy + Paste นิดโหน่ยก็เสร็จงานแล้ว สมกับเป็นยอดมนุษย์ฮาร์ดแมน ซูเปอร์เลซี่กายจริงๆ

คนนี้เป็นรุ่นน้องผมเองครับ ไฟกำลังแรงเลยทีเดียว (แต่ที่คุยกันครั้งล่าสุดรู้สึกว่าไฟมึงมันจะเริ่มมอดๆแล้วนะ) ดีกรีหนึ่งในทีมตอบปัญหาเศรษฐศาสตร์ระดับอุดมศึกษา ที่พึ่งคว้าที่สองมาหมาดๆ (ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะได้กูช่วย (ป่วน) แท้ๆ)

เอาล่ะ ผมขอจบเวลาแห่งการอารัมภบทแต่เพียงเท่านี้ ขอเชิญทุกท่านทัศนาได้เลยคร้าบ.......



เนื่องด้วยความรู้จักกันมานานระหว่างผม กับเจ้าของ BLOG ตอนพี่แกเปิด BLOG ผมก็ได้เข้าไปยลผลงานของพี่ท่านอยู่บ่อยๆ จนพี่เขาลองชวนเข้ามาเขียนบ้าง ซึ่งผมก็สนใจแต่ปัญหามันอยู่ที่ไม่รู้จะเขียนอะไรนี่สิ จนเมื่อคืนได้คุยกับเพื่อนต่างมหาวิทยาลัยกัน ซึ่งเขากำลังเขียน paper ในหัวข้อที่ว่า หากผู้หญิงเป็นคนคิดค้นเทคโนโลยีองค์ความรู้ต่างๆ แทนผู้ชาย ปัญหาเรื่องการกดขี่ผู้หญิงจะลดลงไปหรือไม่ ผมก็เลยปิ๊งอยากเขียนขึ้นมาทันใด ว่าแล้วก็ลงมือวิเคราะห์กันด้วยชุดความรู้ที่มีอันน้อยนิดของผมเสียที


เป็นที่ยอมรับกันว่าสิทธิเสรีภาพระหว่างผู้หญิงผู้ชายในบรรณพิภพนี้ ไม่เคยมีเท่ากัน ไม่แม้แต่ในมนุษย์เท่านั้น แต่ในสัตว์ต่างๆก็ไม่เว้น ที่จ่าฝูงมักเป็นสัตว์ตัวผู้ ที่เรามักพบกันโดยส่วนใหญ่ แม้กระทั่งแมลง เช่น ผึ้ง ซึ่งถ้าเราพิจารณากันที่มนุษย์แล้ว มองกันในแง่ของกายวิภาควิทยา ผู้ชายมีสรีระ พละกำลัง ที่เข้มแข็งกว่าผู้หญิง ผมจึงมองว่าด้วยลักษณะทางกายวิภาคนี้ ได้เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในอดีต ที่ว่าด้วยชนชั้นปกครองกับชนชั้นใต้ปกครอง โดยในสมัยอดีตถ้าเอามาตั้งแต่สมัยคนถ้าที่มนุษย์ผู้ชาย จะเป็นผู้ปกป้องพวกพ้องของตนเอง ในสมัยที่มีความเจริญเข้ามาอีก นักรบทั้งหมดล้วนเป็นผู้ชาย ซึ่งชนชั้นนักรบมักเป็นชนชั้นสูง ชนชั้นปกครอง ดังที่เราจะเห็นในประวัติศาสตร์การเข้ายึดอาณานิคมของชาติต่างๆ ที่พวกทหารมักเอาผู้หญิงมาข่มขืนตามทาง ดังเช่นในตอนที่ ญี่ปุ่นบุกจีน รวมถึงการกระทำทารุณกรรมต่อผู้หญิงต่างๆ ผมมองว่าการกระทำต่างๆเหล่านี้ เป็นการประกาศศักดา ความเป็นชนชั้นปกครองต่อผู้หญิง ด้วยพื้นฐานกำลัง(Force) ซึ่งพอนานเข้าสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญในแต่ละยุคสมัย ความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ประเพณีที่ยึดปฏิบัติต่างๆ ที่ยกให้ผู้ชายเหนือผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็น เด็กผู้ชายมักจะได้รับการศึกษาที่สูง เพื่อที่จะเป็นเสาหลักผู้นำครอบครัวต่อไป ในขณะที่ผู้หญิงมีหน้าที่เพียงคอยดูแลบ้าน ปรนนิบัติสามี ซึ่งเป็นการสร้างอำนาจ(Power) ให้ผู้ชายมีสิทธิที่เหนือกว่าผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด และผู้หญิงในยุคนั้นก็ค่อนข้างที่จะซึมซับค่านิยมว่าผู้ชายเป็นชนชั้นปกครอง ซึ่งเป็นค่านิยมของสังคมด้วย ทำให้การที่ผู้หญิงต้องการที่จะต่อต้านความเหลื่อมล้ำนั้นมีน้อยมาก จนกระทั่งมันกลายเป็นความชอบธรรม(Legitimate) ที่ออกมาในลักษณะกฎหมายต่างๆ ที่เราเห็นกันในเช่นปัจจุบัน ที่มองผู้หญิงเป็นเพียง sex machine เท่านั้น ดังเช่น มาตรา 276 ที่ บอกว่า ผู้ชายมิอาจข่มขืนหญิงอื่น ที่มิใช่ภรรยาตนเองได้ ซึ่งถ้าผมจะแปลว่าสามี สามารถข่มขืนภรรยาได้อย่างถูกกฎหมายก็คงไม่ผิด ผู้หญิงมิอาจเรียกร้องสิทธิ์หรือความชอบธรรมอันใดได้ เมื่อไม่ต้องการมี sex กับสามีตัวเอง หรือ อย่าง 2-3 วันที่ผ่านมา ผมได้อ่านข่าวเจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเกือบถูกข่มขืนอย่างหวุดหวิด ที่รอดมาได้ก็เพราะว่า เธอถูกจักแก้ผ้าและบังคับให้อมเจ้าโลก ซึ่งเธอก็ตัดสินใจกัดเจ้าโลกของไอ้หื่นคนนั้น ทำให้เธอรอดมาได้ และในท้ายที่สุดไอ้หื่นคนนั้นถูกจับได้ โดยถูกตั้งข้อหากระทำอนาจารย์เพียงเท่านั้น นั่นเพราะหมอนั่นยังไม่ได้กระทำการที่ถึงจะเรียกว่าข่มขืนตามหลักกฎหมายไทย ทำให้ผมเริ่มรู้สึกสังเวชต่อกฎหมายไทย เด็กผู้หญิงคนนั้นต้องโดนข่มขืนก่อนใช่หรือไม่ ไอ้หื่นคนนั้นถึงจะโดนข้อหาข่มขืนได้ ผมว่ายังคงเป็นประเด็นที่คงต้องคุยกันอีกยาว


กลับเข้าสู่ประเด็นคำถามที่ได้โปรยไว้ตอนหัวเรื่องอีกทีหลังจากที่อรัมภบทเสียยืดยาว ซึ่งคำถามประเภทที่แหกคอกความเป็นจริงแบบสุดโต่งเช่นนี้นี่ ยากที่จะหาข้อสรุปได้ คราวนี้ถ้าโลกนี้ จริงๆแล้ว ไอแซก นิวตัน อัลเบิร์ต ไอสไตน์ หรือแม้กระทั่ง บิลล์ เกตต์ เป็นผู้หญิงละ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้หญิงและผู้ชายจะเปลี่ยนไปในลักษณะใด องค์ความรู้ต่างๆ ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนตกผลึกมาจากผู้ชาย ซึ่งเป็นการสร้างค่านิยม ความเชื่อในสังคมให้เกิดความรู้สึกว่าผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง คำถามที่ตามมานั่นคือ ทำไมนักคิดต่างๆ จึงไม่ใช่ผู้หญิงบ้างละ ประเด็นน่าจะมาจากที่กล่าวมาข้างต้นที่ผู้ชายมักมีสิทธิ์ในการต่างๆมากกว่าผู้หญิงในอดีต การรับราชการก็ดี การศึกษาก็ดี การพบปะสังสรรค์กันล้วนมีส่วนช่วยให้ผู้ชายมีระบบคิดที่ก้าวไกลมากขึ้น ถ้าเทียบกับผู้หญิงที่ต้องคอยซักผ้า ทำความสะอาดอยู่บ้าน โอกาสที่จะเข้าถึงแหล่งความรู้ต่างๆ ย่อมมีจำกัดอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบันความเหลื่อมล้ำได้ลดลง เนื่องจากความเข้าถึงการศึกษาที่มากขึ้น ผู้ชายไม่สามารถจะใช้กำลังกดขี่ผู้หญิงดังเช่นในอดีตต่อไป แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่จึงเป็นไปในลักษณะการใช้อำนาจ หรือ การสร้างวาทกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการต่อรองความสัมพันธ์กันยังคงมีอยู่ต่อไป ซึ่งบทบาทของผู้หญิงได้พยายามที่จะลดช่องว่างเหล่านี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ภรรยาสามารถสร้างเงื่อนไขที่ต่อรองกับสามีได้ จนบางครั้งสามารถมีอิทธิพลเหนือสามีได้อีก ดังหน้าปกของมติชนรายสัปดาห์ มีคำโปรยว่า " ดีล 2 ซังกุง สูงสุด โฮชิน – พจมาน " มันสามารถบ่งบอกนัยยะได้ว่า ผู้หญิง 2 คนนี้มีอำนาจเหนือกว่าผู้ชายเสียอีก


ในความคิดของผม หากผู้หญิงสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างไม่แพ้ผู้ชายตั้งแต่อดีต จนนักคิดของโลกมีผู้หญิงและผู้ชายในสัดส่วนที่ไม่ต่างกันมากเช่นทุกวันนี้ ผู้ชายคงจะไม่สามารถสร้างเงื่อนไขการใช้อำนาจ รวมถึงสร้างความชอบธรรม (โดยตัวผู้ชายเอง) ที่จะมากดขี่ผู้หญิงได้ดังเช่นทุกวันนี้ เงื่อนไขความสัมพันธ์ในปัจจุบันคงเปลี่ยนไปอีกรูปในรูปแบบ แต่คงไม่สามารถต่อรองกันได้อย่างเบ็ดเสร็จเสียทีเดียว เพราะผู้ชายยังคงมีไพ่เด็ดในการสร้างสถานะชนชั้นปกครองด้วยวิธีดั้งเดิม นั่นคือ กำลังเพียงแต่ผู้ชายจะใช้สิ่งนี้ในการสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจได้ในระดับใด ย่อมขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมและยุคสมัยนั้น หรือถ้าพูดในแบบหลักเศรษฐศาสตร์ นั่นคือหากสังคมในยุคสมัยนั้น มี Demand ในผู้ชายสูง ดังเช่นในยุคสงคราม สถานะของผู้หญิงยังคงไม่สามารถก้าวข้ามพ้นผู้ชายไปได้ เพราะผู้หญิงยังคงไม่สามารถ ออกไปสู้รบได้ แต่หากบ้านเมืองมีความสงบสุข โอกาสที่ผู้หญิงจะมีสถานะข้ามพ้นผู้ชาย ย่อมมีสูงขึ้น นั่นคือการลดโอกาสการใช้กำลังของผู้ชายให้น้อยลงนั่นเอง การแก้ปัญหานี้ผมมองว่า มันอยู่ที่ผู้หญิงจะปลดแอกพันธนาการด้วยกำลังของผู้ชายได้ในระดับไหน หรือสร้างอำนาจ หรือความชอบธรรม ให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้หญิงเองได้มากน้อยเพียงใด ปัจจัยทางด้านการศึกษา เพื่อสร้างความยอมรับในสังคม ถือเป็นตัวชี้วัดได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว (ป.ล. ผู้หญิงในอนาคตอาจจะโคลนผู้หญิงที่เข้มแข็งกว่าผู้ชาย แล้วส่งย้อนเวลา เข้าไปในอดีต ทำให้ผู้หญิงเป็นนักรบแล้วผู้ชายเฝ้าบ้านแทน คำถามสำหรับเรื่องข้างต้นอาจเปลี่ยนเป็น หากผู้ชายเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีแทนผู้หญิง แล้วจะลดการกดขี่ของผู้หญิงที่มีต่อผู้ชายก็เป็นได้ 55)


23 comments:

LekParinya said...

เลือกตั้งในอเมริกาครั้งหน้า
แนวโน้มจะเห็นผู้สมัครหญิงชิงดำกันมีมากเลยครับ
มหาอำนาจในมือผู้หญิงจะเป็นยังไร ต้องคอยดูกัน

ประเด็นหญิงชาย เถียงกันโลกแตกแน่ครับ
แต่ผมชอบมุมมองของคุณประภาส ชลศรานนท์
มีสามขั้นในการเข้าใจปัญหา ลดความขัดแย้งนะครับ

ขั้นแรก เข้าใจว่า ผู้ชาย ผู้หญิงไม่ต่างกัน

ขั้นสอง เข้าใจว่า ผู้ชาย ผู้หญิงคิดไม่เหมือนกัน รู้สึกอะไรไม่เหมือนกัน รู้สึกอะไรไม่เหมือนกัน

ขั้นสาม เข้าใจว่า แท้จริงแล้วผู้ชายกับผู้หญิงไม่ต่างกัน ทั้งคู่เป็นคนที่มีเหตุผล และไร้เหตุผลพอ ๆ กัน

LekParinya said...

ขออนุญาตวางลิงค์มาหน้านี้นะครับ

Anonymous said...

เมนต์แล้วนะเว้ย
ยาวดีว่ะ กูขี้เกียจอ่าน ฮ่าๆๆ

Gelgloog said...

ตามสบายเลยครับ วาง link ได้ตามอัธยาศัย ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น เหอ เหอ

คิดเหมือนกัน parinya นะครับว่า เรื่องพวกนี้ฝังหัว หยั่งรากแน่นมาก ก็คงเป็นสิ่งที่รอการเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่คุณให้ข้อมูลมานี่ถือเป็นทิศทางที่ดีเหมือนกันนะครับ แต่สำหรับในบางประเทศ บางวัฒนธรรม สาวๆของเรายังคงถูกกดขี่อยู่เยอะเหมือนกัน


สวัสดี ปอ doi ด้วยนะ ที่อุตส่าห์เข้ามาเจิมให้

Anonymous said...

ในความคิดเบลล์
ปัจจุบัน ผู้หญิงมีสิทธิ์เท่าเทียมผู้ชาย
ไม่มีใครสามารถกดขี่ใครได้ทั้งนั้น
และผู้หญิงอย่างเบลล์
ไม่มีวันยอมให้ผู้ชายมากดขี่ง่ายๆแน่ๆ

พี่บอยเป็นไงบ้าง
ได้รับอีเมลแล้ว
แต่เบลล์ขี้เกียจ reply
เลยมาพิมใน blog แทน
เบลล์ใกล้สอบละ
น่าเบื่อ ยังเรียนไม่รู้เรื่องเลย

Anonymous said...

ช่วยบอกน้องมันเว้นย่อหน้าหน่อยสิ อ่านได้ไม่เท่าไรก็ปวดตาแล้ว

...ไว้จะกลับมาอ่นใหม่...ณัฐ

Gelgloog said...

น้องเบล

ก็อย่างที่เคยพูดไปตะเกี้ยอะนะ เรื่องของหญิงๆชายๆ พูดไปยาวเหยียด จบยาก เอาเป็นว่า เราถือให้ตรงนี้เป็นเวทีแสดงความคิดละกันนะ ต่างคนต่างความคิด สนุกดี

ไอ้ณัฐ

กูบอกไอ้นัทมันแล้ว พร่ำบอกมันด้วยว่า ให้เว้นย่อหน้า ไม่ยากจะบอกเลยว่า นี่กูช่วยเว้นให้หน่อยนึงแล้วนะเนี่ย แม่ง ตอนอ่านทีแรกนี่มาเป็นพรวดเลย 555

หยวนๆละกัน อย่าไปฮาร์ดกับมันมาก

Anonymous said...

เข้ามาอ่านตามคำขอของไอ้นัท

Anonymous said...

ความจริงเห็น update นานแล้วนะ แต่มันเยอะสำหรับคนขี้เกียจอ่านอย่างผม 55
แต่วันนี้ก็อ่านจนจบแล้ว น่าสนใจดี

crazycloud said...

ชายหญิงหามีไม่ จึงมีชายหญิง
สูงต่ำหามีไม่ จึงมีสูงต่ำ

ชายเกิดจากหญิง หญิงเกิดจากชาย
สูงเกิดจากต่ำ ต่ำเกิดจากสูง

สิบเกิดจากหนึ่ง มีหนึ่งจึงสิบ มีหลังเพราะมีก่อน ก่อนเป็นก่อนเพราะมีหลัง

มิใช่โวหาร หากคือ สัจจะที่ต้องศึกษา

ฮา ฮา ฮา

ชาย หญิง ตุ้ด เลส ขันธีไม่มีเดือย ล้วนสรุปลงที่มายา น่าฉงน

crazycloud said...

เป็นดังว่า จึง เสมอภาค ขอรับ

ควับ !

Anonymous said...

อืม ... เป็นหัวข้อธรรมดาที่ใส่ความคิดความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยม ... แถมจินตนาการบรรเจิดอีกต่างหาก...

สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะครับคุณ Mr.GELGLOOG (เออ แล้วผมควรเรียกชื่อคุณว่าอะไรดีหล่ะเนี้ย) วันนี้ไปเดทกันที่ไหนเหรอครับ

Soulseeker said...

ผมค้นพบความจริงของโลกแล้ว วิธีแก้ไขปัญหาอันหมกหมมเรื้อรังนี้

ไม่! ไม่ค้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเชิงสังคม ไม่ต้องยุ่งกับคำสั้นแต่เหนื่อยศึกษาอย่าง "ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ"

แค่เปลี่ยนคำว่า"ผู้หญิง" ให้เป็น "ผู้ชาย" ปัญหาก็คลี่คลาย เหมือนขี้กระจายในหนองนำดุจกัน

อย่าซีเรียส! อย่าซีเรียส!

ตัวเอง! ตัวเอง! คลี่คลายแล้ว อย่างอื่นจะคลี่คลายแผ่มาตรงหน้า

ทฤษฎี ของfuturist ช่างแม่งเต๊อะ(โอ้ย! ติดนิสัยผู้นำอีกแล้ว) ปัจจุบันนิสต์ยังไม่ค่อยมี

555!

ขอให้ "เห็น" คร้าบบบบ!
อนุโมทนา

Anonymous said...

ถ้าเป็นโครงสร้างอำนาจ แน่นอน
แต่ถ้าดูเฉพาะองค์ความรู้ มันไม่แน่
คุณคิดว่าสภาวะที่ถึงพร้อมด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์นั้น
แบ่งแยกเพศแค่ไหน

Anonymous said...

ตอน แรก ผมอ่าน จบแล้วก็ยังไมกล้าโพสเท่าไหร่เนื่องจากดูแต่ละคนจิง จังเปนเรื่องเปนราวเหลือเกิน แต่ ผมคิดแล้วก็ได้ ใข้คำพูดนี้คือ เอาวะ
ก็ทามไห้ลองพิม ดูได้ ความคิดส่วนตัวของผมนั้น ถ้าเราย้อน คิดกลับไปเรื่องที่ ทามมาย ผู้ชายต้อง " เปนคนคิด องความรู้" (กลัวโดนข้อหา ล่วงระเมิดสิทธิสตรีเลยใช้คำเดียวกะผู้เขียน )ผมว่า สิ่งที่เรากำลังคิดกันอยู่ว่า ทามมายเราต้องยึดติดกับให้ผู้ชาย เปนคนที่ได้รับความรู้ ได้มีบทบาทมากกว่า ใช่คิดแบบนี้ก็คงน่าสนใจ ทามมายเราไม่ลองไม่ยึดติดกัยอะไรเลยบ้าง ไม่ต้องสนว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมามาจากไหน ไม่ต้องสนว่า บิล เกด จะมี . หรือ ... นั่นแหละ มานจะทามไห้เราไม่ต้องมีเรื่องโต้เถียงไดๆ แต่ อย่างไร ก็ตาม ผมถึงไม่ได้พูด ถึงเลยเรื่องที่ ถ้ามันเปนอย่างที่ผู้เขียนบอกจะเปนยังไง เพราะ ว่า ผมดิดว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลก มีคนได้เปรียบเสีย เปรียบ เพราะชะนั้น ผมแค่คิดว่าการที่ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ผู้เขียนว่า มันเปนเหมือน เปนการเปลี่ยน ฝ่ายได้เปรียบแค่เพียงเท่านั้นเอง แต่ความ ได้เปรียบของ ญ กะ ช จะเปนแค่บางเรื่องนะ แบบ ญ อาจจะมีเรื่องที่ถนัดที่ ชไม่ อะไรเงี้ย เพราะ ชะนั้นผมคิดว่า เราไม่เหนต้องสนใจเลยว่าเราได้เปรียบเรื่องไหนและ เสียเปรียบเรื่องไหนก็แค่ เรา รู้ตัวเอง เราก็แค่ พยายาม พัดทนาในเรื่องที่ ขาด และ ใช่ข้อได้เปรียบไห้เปน ประโหยด ก็จะดีกับชีวิดเราที่สุดดีกว่า ไปคิดว่า ทามมายเราเยเปรียบ ช เรื่อง นี้ อะไรปะมานนี้ มั้ง ครับ

ปล ผมก็เขียนไปตามความคิดของ ผม ถ้าดูปันยาอ่อนเปลืองเวลาของครายในการก่านก็ขออภัยด้วยนะ
ปล2 ขออภัยที่ผมไม่สะกดไห้ถูก ทุก ตัวอีสร ไม่ได้อินดี้แต่อย่างไดแต่เพาะ ชิน ครับ
ปล ถึงเจ้าชองบลอต พี่โทดทีนะ ครับไม่ค่อยถนัดใช้คำว่า ผมเลยอะ วันหลัง จะเปลี้ยนเปนคำอื่นที่พี่ก็รู้ว่าคำว่าอะไร เมื่อดูในเสปซ ผมบ้างได้ไหม ครับ เพราะไม่ ขิน จิงๆ

Anonymous said...

ตอน แรก ผมอ่าน จบแล้วก็ยังไมกล้าโพสเท่าไหร่เนื่องจากดูแต่ละคนจิง จังเปนเรื่องเปนราวเหลือเกิน แต่ ผมคิดแล้วก็ได้ ใข้คำพูดนี้คือ เอาวะ
ก็ทามไห้ลองพิม ดูได้ ความคิดส่วนตัวของผมนั้น ถ้าเราย้อน คิดกลับไปเรื่องที่ ทามมาย ผู้ชายต้อง " เปนคนคิด องความรู้" (กลัวโดนข้อหา ล่วงระเมิดสิทธิสตรีเลยใช้คำเดียวกะผู้เขียน )ผมว่า สิ่งที่เรากำลังคิดกันอยู่ว่า ทามมายเราต้องยึดติดกับให้ผู้ชาย เปนคนที่ได้รับความรู้ ได้มีบทบาทมากกว่า ใช่คิดแบบนี้ก็คงน่าสนใจ ทามมายเราไม่ลองไม่ยึดติดกัยอะไรเลยบ้าง ไม่ต้องสนว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมามาจากไหน ไม่ต้องสนว่า บิล เกด จะมี . หรือ ... นั่นแหละ มานจะทามไห้เราไม่ต้องมีเรื่องโต้เถียงไดๆ แต่ อย่างไร ก็ตาม ผมถึงไม่ได้พูด ถึงเลยเรื่องที่ ถ้ามันเปนอย่างที่ผู้เขียนบอกจะเปนยังไง เพราะ ว่า ผมดิดว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลก มีคนได้เปรียบเสีย เปรียบ เพราะชะนั้น ผมแค่คิดว่าการที่ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ผู้เขียนว่า มันเปนเหมือน เปนการเปลี่ยน ฝ่ายได้เปรียบแค่เพียงเท่านั้นเอง แต่ความ ได้เปรียบของ ญ กะ ช จะเปนแค่บางเรื่องนะ แบบ ญ อาจจะมีเรื่องที่ถนัดที่ ชไม่ อะไรเงี้ย เพราะ ชะนั้นผมคิดว่า เราไม่เหนต้องสนใจเลยว่าเราได้เปรียบเรื่องไหนและ เสียเปรียบเรื่องไหนก็แค่ เรา รู้ตัวเอง เราก็แค่ พยายาม พัดทนาในเรื่องที่ ขาด และ ใช่ข้อได้เปรียบไห้เปน ประโหยด ก็จะดีกับชีวิดเราที่สุดดีกว่า ไปคิดว่า ทามมายเราเยเปรียบ ช เรื่อง นี้ อะไรปะมานนี้ มั้ง ครับ

ปล ผมก็เขียนไปตามความคิดของ ผม ถ้าดูปันยาอ่อนเปลืองเวลาของครายในการก่านก็ขออภัยด้วยนะ
ปล2 ขออภัยที่ผมไม่สะกดไห้ถูก ทุก ตัวอีสร ไม่ได้อินดี้แต่อย่างไดแต่เพาะ ชิน ครับ
ปล ถึงเจ้าชองบลอต พี่โทดทีนะ ครับไม่ค่อยถนัดใช้คำว่า ผมเลยอะ วันหลัง จะเปลี้ยนเปนคำอื่นที่พี่ก็รู้ว่าคำว่าอะไร เมื่อดูในเสปซ ผมบ้างได้ไหม ครับ เพราะไม่ ขิน จิงๆ

Anonymous said...

ตอน แรก ผมอ่าน จบแล้วก็ยังไมกล้าโพสเท่าไหร่เนื่องจากดูแต่ละคนจิง จังเปนเรื่องเปนราวเหลือเกิน แต่ ผมคิดแล้วก็ได้ ใข้คำพูดนี้คือ เอาวะ
ก็ทามไห้ลองพิม ดูได้ ความคิดส่วนตัวของผมนั้น ถ้าเราย้อน คิดกลับไปเรื่องที่ ทามมาย ผู้ชายต้อง " เปนคนคิด องความรู้" (กลัวโดนข้อหา ล่วงระเมิดสิทธิสตรีเลยใช้คำเดียวกะผู้เขียน )ผมว่า สิ่งที่เรากำลังคิดกันอยู่ว่า ทามมายเราต้องยึดติดกับให้ผู้ชาย เปนคนที่ได้รับความรู้ ได้มีบทบาทมากกว่า ใช่คิดแบบนี้ก็คงน่าสนใจ ทามมายเราไม่ลองไม่ยึดติดกัยอะไรเลยบ้าง ไม่ต้องสนว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมามาจากไหน ไม่ต้องสนว่า บิล เกด จะมี . หรือ ... นั่นแหละ มานจะทามไห้เราไม่ต้องมีเรื่องโต้เถียงไดๆ แต่ อย่างไร ก็ตาม ผมถึงไม่ได้พูด ถึงเลยเรื่องที่ ถ้ามันเปนอย่างที่ผู้เขียนบอกจะเปนยังไง เพราะ ว่า ผมดิดว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลก มีคนได้เปรียบเสีย เปรียบ เพราะชะนั้น ผมแค่คิดว่าการที่ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ผู้เขียนว่า มันเปนเหมือน เปนการเปลี่ยน ฝ่ายได้เปรียบแค่เพียงเท่านั้นเอง แต่ความ ได้เปรียบของ ญ กะ ช จะเปนแค่บางเรื่องนะ แบบ ญ อาจจะมีเรื่องที่ถนัดที่ ชไม่ อะไรเงี้ย เพราะ ชะนั้นผมคิดว่า เราไม่เหนต้องสนใจเลยว่าเราได้เปรียบเรื่องไหนและ เสียเปรียบเรื่องไหนก็แค่ เรา รู้ตัวเอง เราก็แค่ พยายาม พัดทนาในเรื่องที่ ขาด และ ใช่ข้อได้เปรียบไห้เปน ประโหยด ก็จะดีกับชีวิดเราที่สุดดีกว่า ไปคิดว่า ทามมายเราเยเปรียบ ช เรื่อง นี้ อะไรปะมานนี้ มั้ง ครับ

ปล ผมก็เขียนไปตามความคิดของ ผม ถ้าดูปันยาอ่อนเปลืองเวลาของครายในการก่านก็ขออภัยด้วยนะ
ปล2 ขออภัยที่ผมไม่สะกดไห้ถูก ทุก ตัวอีสร ไม่ได้อินดี้แต่อย่างไดแต่เพาะ ชิน ครับ
ปล ถึงเจ้าชองบลอต พี่โทดทีนะ ครับไม่ค่อยถนัดใช้คำว่า ผมเลยอะ วันหลัง จะเปลี้ยนเปนคำอื่นที่พี่ก็รู้ว่าคำว่าอะไร เมื่อดูในเสปซ ผมบ้างได้ไหม ครับ เพราะไม่ ขิน จิงๆ

Gelgloog said...

เอ้อ ไอ้น้องนุ้ย พึ่งรู้ว่าเอ็งมี blog ด้วย งั้นพี่แปะไว้ตรง link เลยละกันนะ

ไอ้คัส เยอะไม่พอ แถมไม่มีย่อหน้าอีก 55 อ่านกันมันส์ไปเลยพะย่ะค่ะ

คุณเมฆคลั่ง

อย่างที่คุณว่าอะเนอะ ความหมายของทุกสิ่งมันจะมีได้ก็ต่อเมื่อ มันมีคู่ตรงข้าม ทุกสิ่งจะสถาปนาความหมายขึ้นมาได้มันก็ต้องไปกดทับอะไรบางอย่างไว้ เป็นสัจจะแท้ๆ อิอิ

คุณเอปซี่

อันนี้มาแนวกุนซือ เลยนะนั่นวางแผนการรบ สงสัยวันหลังต้องเรียกว่า ท่านกุนซือหญิงซะแร้น 555

คุณ soulseeker

ฟังดูเข้าท่านะ แต่คงเปลี่ยนยาก ตราบใดที่วาทกรรมสมัยใหม่ยังยึดติดทางกายภาพที่ว่าเป็นชายต้องมีเดือย เหอ เหอ

คุณนิรนาม

สำหรับความเห็นที่ทิ้งเอาไว้น่าสนใจดีครับ แล้วจะฝากบอกให้น้องคนที่เขียนมันเข้ามาดูละกันนะ

ไอ้กช

อันนี้กูขอด่าหน่อยเหอะ ไอ้สึด มึงจะโพสต์เชี้ยอะไรแม่งสามอันทีเดียววะ กดทีเดียวก็ติดแล้วเว้ย ไอ้เวนนนนนนนนนนนนนนน

ส่วนภาษาแชทไม่รู้คนอื่นเค้าว่าไงนะ แต่กูเฉยๆหวะ ชินตั้งกะตอนเข้าไปอ่าน blog มึงละ

สุขสันต์ทุกท่านเลยนะ

Gelgloog said...

เอ้อ ไอ้น้องนุ้ย พึ่งรู้ว่าเอ็งมี blog ด้วย งั้นพี่แปะไว้ตรง link เลยละกันนะ

ไอ้คัส เยอะไม่พอ แถมไม่มีย่อหน้าอีก 55 อ่านกันมันส์ไปเลยพะย่ะค่ะ

คุณเมฆคลั่ง

อย่างที่คุณว่าอะเนอะ ความหมายของทุกสิ่งมันจะมีได้ก็ต่อเมื่อ มันมีคู่ตรงข้าม ทุกสิ่งจะสถาปนาความหมายขึ้นมาได้มันก็ต้องไปกดทับอะไรบางอย่างไว้ เป็นสัจจะแท้ๆ อิอิ

คุณเอปซี่

อันนี้มาแนวกุนซือ เลยนะนั่นวางแผนการรบ สงสัยวันหลังต้องเรียกว่า ท่านกุนซือหญิงซะแร้น 555

คุณ soulseeker

ฟังดูเข้าท่านะ แต่คงเปลี่ยนยาก ตราบใดที่วาทกรรมสมัยใหม่ยังยึดติดทางกายภาพที่ว่าเป็นชายต้องมีเดือย เหอ เหอ

คุณนิรนาม

สำหรับความเห็นที่ทิ้งเอาไว้น่าสนใจดีครับ แล้วจะฝากบอกให้น้องคนที่เขียนมันเข้ามาดูละกันนะ

ไอ้กช

อันนี้กูขอด่าหน่อยเหอะ ไอ้สึด มึงจะโพสต์เชี้ยอะไรแม่งสามอันทีเดียววะ กดทีเดียวก็ติดแล้วเว้ย ไอ้เวนนนนนนนนนนนนนนน

ส่วนภาษาแชทไม่รู้คนอื่นเค้าว่าไงนะ แต่กูเฉยๆหวะ ชินตั้งกะตอนเข้าไปอ่าน blog มึงละ

สุขสันต์ทุกท่านเลยนะ

Anonymous said...

เอ่อ ท่านพี่ก็ กดเบิ้ลไปเหมือนกัน

กดทีเดียวก็ได้ 555

Unknown said...

เรื่องชายหญิง คงพูดยากนะครับ .... ดูที่ความสามารถ และความเหมาะสมกับภารกิจแล้วกันครับ... สั้น ๆ แค่นี่แหละครับ.... ประเด็นนี้ร้อน

Anonymous said...

เพื่อนกูนี่ เขียนใช้ได้นะ

เยี่ยมๆ

Anonymous said...

ไม่ up เสียที นานหลายวันแล้วนะเนี้ย ...

ยุ่งเหรอครับผม